แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาชีพบัญชี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาชีพบัญชี แสดงบทความทั้งหมด

29/11/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 5


มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )

ข้อนี้สุดท้ายละครับ แต่ไม่ใช่ว่าข้อดีของการเป็น CPA จะมีแค่นี้นะ!



7. โอกาสในการได้มาซึ่ง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอันล้ำค่า  CPA License ! ! !

Cr. https://www.shutterstock.com/image-illustration/cpa-certified-public-accountant-word-cloud-575389123?src=Ux7FtAbFxiSfXWwLkKUgDg-2-7



ครับหลายคนอาจงงๆว่า อ้าวออดิทที่เดินดุ่มๆ ตรวจนี่นู่นนั่น ไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพนี้กันทุกคนหรอกหรอ ตอบได้เลยว่า ไม่ใช่ครับ ในทีมออดิทแต่ละทีม จะประกอบด้วยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบงานตรวจสอบ หรือใน Big4 ก็จะเป็นพี่พาทเนอร์ในแยกกันไปในแต่ละบริษัทที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าระดับพาทเนอร์ ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ หรือ CPA นี้แน่นอน(ก็แน่สิครับ เพราะในBig4เหล่านี้ คนที่จรดปากกาเซ็น ก็คือพาทเนอร์ครับ) ส่วนผู้ปฏิบัติงานตามบริษัทลูกค้านั้นๆ ที่เข้าไปฝังตัว อาทิตย์นึงบ้าง เดือนนึงบ้าง จะมีทั้งคนที่มี CPA แล้ว และยังไม่มีครับ(ซึ่งส่วนมากมักจะยังไม่มีนะ)



ใบอนุญาติ CPA นี้กำหนดให้ คนที่จบด้านบัญชีมา ต้องผ่าน "การทดสอบ" จากสภาวิชาชีพบัญชีของไทยครับ ซึ่งล่ำลือ กล่าวขาน อื้ออึง ขนานนามกันว่าโหดมาก โดยจะประกอบไปด้วย 3 วิชาคือ บัญชี, กฏหมาย และการตรวจสอบบัญชีครับ และแต่ละวิชา จะจำแนกย่อยเป็น 1 และ 2 ดังนั้นเบ็ดเสร็จคือ 3 วิชาหลัก 6 ฉบับการสอบครับ (ถ้างงก็เช่น บัญชี จะแตกเป็น บัญชี1 และ บัญชี2 ครับ) ซึ่งออดิทจำเป็นต้องผ่านการสอบทั้ง 6ฉบับนี้ โดยแต่ละฉบับจะมีอายุ 4 ปี ดังนั้น คุณจะต้องทำตัวเหมือนนักวิ่งมาราทอน เมื่อใดที่คุณเริ่มสอบได้ตัวแรก คุณจะต้องอ่านตัวถัดๆไป ในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ ไอ้ตัวแรกที่คุณได้มา มันหมดอายุตายไปสะก่อน (ทางสภาวิชาชีพบัญชี จัดการสอบปีะ 3 ครั้ง) นอกจากการสอบที่ว่านี้แล้ว ยังมีเงื่อนไขอีกอย่างคือ "ต้องทำงานด้านการตรวจสอบ 3ปีหรือ 3,000ชั่วโมง" โอวแม่เจ้า ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่ง CPA License คุณต้องจมปลัก ไม่สิต้องเรียกว่า อยู่ท่ามกลาง การทำงานการตรวจสอบอย่างเบาะๆก็ต้อง 3 ปีครับ เพราะมันเป็นข้อกำหนด นั่นเอง
ปล.ที่จริงแล้วออดิทที่ยังใสๆหรือทำงานไม่ถึง 3 ปี ทางสภาวิชาชีพบัญชี จะเรียกกลุ่มนี้ว่า "ผู้รับการฝึกงาน" ครับ (บอกเฉยๆเป็นความรู้มั้งนะ)



แต่ถามว่า 3 ปีมันนานไปป่าวกว่าจะได้มา (สมมุติว่าคุณสอบผ่านเร็วกว่า 3 ปี) ก็ต้องตอบว่าไม่นานหรอกครับ เพราะ 3 ปีแรกของชีวิตออดิทอย่างที่บอกคุณจะได้เรียนรู้ ได้รับหน้าที่การตรวจสอบ ครบวงจร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของธุรกิจและมันก็มีน้อยคนมากๆ ที่มักจะสอบผ่านทั้ง 6 ฉบับภายใน 3 ปี (แต่เคยเห็นสอบผ่านหมด ภายในปีหรือสองปีแรกก็มีนะครับ) และทางสภาวิชาชีพบัญชี คงเล็งเห็นแหละครับว่าสามปีนี่คือ เบาะๆสุดแแล้วที่จะทำให้ผู้ตรวจสอบทุกท่าน มีความรู้ ความชำนาญที่เพียงพอ ต่อหน้าที่ในการตรวจสอบครับ ดังนั้นแล้วออดิททั้งหลายที่อยู่ในสายงานนี้ก็พยายามที่จะสอบ พยายามที่จะเอาเวลาหลังเลิกงานที่มีอยู่น้อยนิดมาอ่านหนังสือ ซึ่งขอบอกเลยครับว่า ไม่ง่ายแต่ไม่ยาก และคู๋ต่อสู้สำคัญที่สุดของ เกมส์นี้ ไม่ใช่เพียงความหินของข้อสอบ แต่เป็น จิตใจคุณเองนั่นแหละครับที่เป็นคู่ต่อสู้ตัวดี(ก็เราต้องบังคับตัวเองนิเนอะ) เหมือนกับคำกล่าว อ่อนแอก็แพ้ไป ถ้าเอาไหวก็ ...CPA



และคำถามต่อมา อ้าวถ้าได้มาแล้วซึ่ง CPA License + ทำงานในสายงานครบเงื่อนไขแล้ว ผลดีคืออะไร
อันดับแรก แว้บเข้ามาในหัว ออดิทจะสามารถรับรองงบการเงินนั้นๆได้ด้วย ลายเซ็นคุณเอง มันไม่ได้หมายถึงคุณเซ็นกริ๊กๆแล้วจบ แต่แน่นอนคุณจะต้องรับผิดชอบต่องานตรวจสอบ ,ทำงานตามมาตรฐานหรือประกาศนู่นนี่นั่น ให้เหมาะสม ซึ่งในกลุ่ม Big4นั้น กลุ่มพาทเนอร์ทั้งหลายจะเป็นคนเซ็นดังกล่าวนี้ ครับ เท่ปะละ



อันดับสอง CPA สามตัวนี้ จะกลายเป็นพยางค์เท่ๆ ต่อท้ายชื่อคุณไปตลอดชีวิต (หรือจนกว่าคุณไปทำอะไร ไม่ดีเข้าจนถูกเพิกถอน) และใช่แน่นอนว่า เหล่า CPA สามารถพิมพ์สาวตัวอักษรนี้ต่อชื่อคุณในนามบัตร, ท้ายอีเมลล์ หรือในทุกๆที่ที่มีชื่อคุณไปโผล่ โคตรเท่เลยเนอะ นึกดูสิครับผมยื่นนามบัตรให้ครูอนุบาล ระหว่างทางเดินไปหาลูกที่โรงเรียนแล้วมีคำว่า CPA ต่อท้าย ...คุณครูยิ้มปริ และคงมีความคิดว่าคุณนี่เจ๋งจริงๆสำหรับ Certified Papa Accountant ..ไม่ใช่ว้อย



อันดับสาม เพิ่มดีกรีให้การทำงานในตัวคุณ ในมิติ Mobility & Career Prospect ซึงผมมองว่าการได้มาซึ่ง CPA จะทำให้คุณมีดีกรีในการทำงานที่เป็นที่ยอมรับเลยล่ะ เพราะมันเหมือนกับการที่ถ้าเรามีความสามารถ แต่เราไม่มีอะไรมาพิสูจน์ คนที่ไม่รู้จักคุณที่ไหนจะมาเชื่อ (อันนี้ผมพูดตามเบสิคสุดๆ สามาัญชนทั่วไปนะ) และพอคุณได้มาซึ่ง CPA มันก็อารมณ์ว่า การันตี ความสามารถระดับหนึ่งและมานะ วิระยะ ของออดิทคนนั้นๆ ว่าเจ๋งระดับนึงเลย และที่สำคัญคุณสามารถโยกย้ายงาน หรือเลือกสมัครงานที่ใหม่ๆได้ โดยสามารถถูกเรียกสัมภาษณ์ รวดเร็วกว่า ผู้สมัครระดับเดียวกันที่ไม่มี CPA นะ (ผมถามมาจาก HR นะ ไม่ได้คิดเอง) และงานที่ว่ามันไม่ใช่แค่ในประเทศ เพราะทุกประเทศบนโลกที่มีภาคธุรกิจที่สตรอง  ฝรั่งเหล่านั้นรู้จัก CPA แน่นอนครับ เพราะบ้านเค้าก็มีเหมือนกันน่ะสิ! (CPA จะทำงานข้ามประเทศไม่ได้นะครับ เพราะเราใช้มาตรฐานต่างกัน และในบางประเทศเช่น อเมริกา CPA จะแบ่งแยกตาม รัฐ ครับ แต่คนไทยสามารถไปสอบเพื่อเป็นCPA ในหลายๆประเทศได้ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย บอกไว้เผื่ออยากรู้วว วู้วว วู้วว)



อันดับสี่ รายได้ที่ค่อนข้างดี! จากข้อบนๆได้กล่าวไปแล้วถึงรายได้ที่สวยงามของเหล่า พาทเนอร์ แต่อย่างไรก็ตามความจริงแล้วมีคนเพียงหยิบมือครับที่จะ อดทน และมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ใน Big4 ได้จนถึงระดับนั้น แต่ยังไงก็นะ ในตำแหน่งรองๆลงมาก็ยังถือว่า เป็นอาชีพที่มีอัตราการ จ่ายตังค์ที่สูงงง เพราะออดิทเพิ่มเงินเดือนกันที เรียกได้ว่าเพื่อนคุณอิจฉาแน่นอน หรือถ้าคุณลาออกมาตั้งบริษัทรับตรวจสอบบัญชีเอง คุณจะกลายเป็นพาทเนอร์ด้วยตัวคุณเอง อย่างทันท่วงที แล้วรายได้ค่าตรวจสอบจะไปไหนได้ล่ะครับ แหม่



อันดับห้า สุดท้ายละนะ คุณจะได้มาซึ่งความน่าเชื่อถือ (A Position of TRUST) ซึ่งมันก็แน่นอนเพราะงานออดิท ต้องรับรองงบการเงิน รวมถึงข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าจัดทำขึ้น ว่ามันโอเค หรือมีอะไรที่จะต้องบอกกล่าวผู้ใช้ข้อมูลนั้นหรือไม่ งานการตรวจสอบนี้จะไม่เพียงแต่แค่งบการเงินนะครับ Big4 บางที่เรียกงานออดิทนี้ว่า Assurance ซึ่งคือการให้ความเชื่อมั่น เห็นมั้ยครับว่ามันกว้างกว่าแค่การตรวจงบการเงิน ตัวอย่างน่ะหรอเช่น ปีที่แล้วกรุงเทพเรามีการจัดงานปั่นจักรยาน คุ้นๆมั้ยครับ บริษัทเหล่านี้ก็ได้รับการว่าจ้างประมาณว่า เออยูวๆ มาช่วยไอคอนเฟิมหน่อยว่า ไอนับจำนวนคนมาปั่นจักรยานถูกต้องป่าว เดี๋ยวไอจะเอาไปลงกินเนสบุ๊ค อะไรประมาณนี้ นั่นแหละครับ ถึงบอกว่า CPAจะทำให้ข้อมูลต่างๆ ดูสตรองขึ้นมาและส่งผลไปยัง CPA เหล่านั้นให้มีภาพลักษณ์ที่ เวรี่เรสเปค นั่นเอง





นั่นแหละครับทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จะเป็นภาพในแง่ สว่าง ของการทำงานออดิท ที่ผมอยากนำมาแชร์ว่ามันไม่ได้แย่ไปกว่าด้าน ดาร์คๆ ที่หลายๆคนชอบโพสต์ในเฟซบุ๊ค หรือเพื่อนคุณชอบมาบ่นให้ฟังว่ามันทรหดแค่ไหน งานนี้ถือเป็นงานวิชาชีพซึ่งไม่ใช่ใครไหนมานั่งแล้วทำเป็นนะครับ นอกจากเรามีมาตรฐานที่เป็นตัวบทกฏหมายให้เดินตาม สิ่งสำคัญของวิชาชีพนี้คือ จรรยาบรรณ ที่ออดิททุกคนจะตอกหมุดฝังลงไปในใจ เช่นการรักษาความลับของลูกค้า, การรับผิดชอบต่องานให้เสร็จแม้จะลำบากหรือ การอัพเดทความรู้เชิงวิชาการให้ใหม่ตลอดเว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้านดาร์ค ๆ ในการเป็น ออดิทหรือCPA มันก็มีครับ และผมเชื่ออย่าง"สมเหตุสมผล" (ศัพท์ที่ชาวออดิทใช้กัน) ว่าความดาร์คมันมีในทุกอาชีพ ทุกๆระดับงานไม่ว่าจะพนักงานปกติ หรือผู้บริหารชั้นฟ้า แต่สิ่งที่ จะพยุง ดึงรั้ง ให้เราเดินต่อในสายงานเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเนี่ย อันดับแรกคุณต้อง ..ศรัทธา.. ในงานคุณก่อนครับ(ตัวผมนะ คนอื่นไม่รู้เป็นไง) เพราะพอคุณศรัทธาแล้ว ไม่ว่าจะดาร์คแค่ไหน ปัญหามะรุมมะตุ้มขนาดไหน เราจะเอาตัวรอดได้ และ Solution มาจะตามมาเสมอๆ



ขอบคุณมากเหลือเกินครับที่ติดตามอ่าน
และขอบคุณเพื่อนร่วมวิชาชีพหลายท่านที่สร้างคอมเมนท์ ที่ผมว่ามีประโยชน์มากกว่าบทความก๊งๆของผมซะอีก
รวมถึงอินบอคซ์เข้ามาเยอะมากกว่าที่คาด จากทั้งนิสิต คนที่สนใจ ขอบคุณมากครับแล้วจะตอบให้อย่างเร็วฝุดๆ
สงสัยหรืออยากให้แนะนำอะไรเม้ท์หรืออินบอคซ์ได้นะครับ จะตอบด้วยความเต็มใจครับ

24/11/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 2

โอเคครับ มาต่อกันเลยดีกว่า จาก Blog ก่อนหน้า >





3. การก้าวกระโดดในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะด้านบัญชีและการเงิน : FAST TRACK !

Cr pic. https://www.solarwindsmsp.com/blog/looking-fast-track-career-think-cloud



ใช่ครับตามที่เพื่อนๆบางคอมเมนท์ ตอบเกี่ยวกับการก้าวกระโดดในหน้าที่การงาน (และการเงิน) ของออดิทนั้น มักจะรวดเร็ว และ Fast Track แซงโค้งเร็วกว่า เพื่อนๆพนักงานในระดับเดียวกันแต่คนละหน้าที่ โดยเฉพาะตำแหน่ง บัญชี และการเงินของบริษัท



ทำไมน่ะหรอครับ ผมขอยกตัวอย่างฝ่ายบัญชีและการเงินที่ชาว ออดิท มักจะไปฝังตัวเมื่อถึงเวลาตรวจสอบ อิอิ คุณๆเพื่อนๆลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อเด็กจบใหม่ๆ ที่เข้าทำงานออดิท มักจะได้รับงานตรวจสอบบัญชีที่ ความเสี่ยงต่ำ และวิธีการตรวจสอบไม่ยุ่งยาก และ New Grad เหล่านั้นสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น เงินสด, รายจ่าย หรือ ที่ดินอาคาร  เป็นต้น สังเกตุมั้ยครับว่า แต่ละรายการคุณน่าจะพอ เดาๆแนวการตรวจสอบได้(ก็มันเกี่ยวกับบุคคลที่สามไง บริษัทเลยหลอกลวงได้ยากหน่อย) เช่น เงินสด เราก็ดูเงินที่บริษัทเราลงบัญชี กับตัวเลขในแบงค์ หรือ รายจ่ายทั่วๆไป มันก็ต้องเกี่ยวกับ คนอื่น (พ่อค้า) ก็ตรวจโดยดูบิลส่งของ หรือใบแจ้งหนี้ (เบื้องต้นนะครับ)  ดังนั้นเด็กใหม่เหล่านี้จะใช้เวลา 1 ปีแรกกับการตรวจอะไรก็ตามที่มักจะ เหมือนๆกัน ในทุกๆกิจการ หรือสิ่งที่มันยังไม่ใช่ Core Business นั่นเอง ในขณะเดียวกันพนักงานที่รับผิดชอบในหน้าที่บางอย่างเช่น ถือเงินสดย่อยไว้รับจ่าย, บันทึกบัญชีเวลาเจ้าหนี้มาวางบิล ก็มักจะเจอกับเหตุการณ์นั้นๆตลอดครับ (แต่ข้อดีก็เยอะครับ อ่านต่อไปก่อนนะจ้ะ)



พอมาปีต่อๆมา (ขอรวบยอดนะครับ) ออดิทจะได้สัมผัสการตรวจสอบกับส่วนที่เป็น Key Stream ของธุรกิจ เช่น ตรวจรายการรายได้ (ก็แหงล่ะครับ แต่ละที่ก็บันทึกรายได้คนละเวลา เช่น ขายข้าว, สร้างคอนโด, เมมเบอร์ฟิตเนส, ปล่อยกู้...) หรือ ล้ำๆก็เช่นตรวจสอบมูลค่าของหุ้นที่พวกโบรคเกอร์เอามาคิดค่านายหน้า ว่าโอเคไหม นี่แค่บางส่วนนะครับ ที่เราๆเพื่อนๆพอจะมองแยกออกจาก ธุรกิจทั่วๆไป ได้อย่างชัดเจน



แต่มันยังไม่หยุดแค่นี้ครับ มันยังมีส่วนอื่นของธุรกิจที่ ออดิท ต้องไปทัช และไป รบกวน และจำเป็นต้องใช้ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ มากขึ้น ดังนั้นเมื่อโตๆขึ้นแล้วทักษะ ทางด้านการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องอิงหลัก ดุลยพินิจ สูงมากๆ สูงจริงๆ ซึ่งตำแหน่งที่จะพิจารณาสิ่งต่างๆเหล่านี้มักเป็น ออดิทที่ทำงานมามากกว่า 5ปี แล้วหรือ ระดับ เมเนเจอร์ ครับ ส่วนดุลยพินิจที่ผมกล่าวถึงเนี่ย ก็อย่างเช่น บริษัท A ไปซื้อบริษัท B แต่บังเอิญ ซื้อไม่หมด ซื้อมาได้แค่30% ของหุ้นใน B ทั้งหมด อ้าว อ้าว อ้าว แล้วสองบริษัทนี้ต้องนำมาทำ งบการเงินรวม หรือไม่ อันนี้ทางฝ่ายเมเนเจอร์ ขึ้นไปก็มักจะรับผิดชอบในการคิดว่า ไอ้การซื้อขายกิจการแบบนี้เนี่ย เข้าข่ายการ รวมธุรกิจมั้ย แล้วถ้ารวมกันแล้ว ได้ลูกออกมาหน้าตาอย่างไร (บริษัทแม่/ กิจการร่วมค้า/ หรือถือหุ้นเอาไว้เก็งกำไรเฉ้ยเฉย ) อ้าว อ้าว อ้าว ทำไมต้องคิดน่ะหรอครับ ก็เพราะแต่ละรูปแบบ กิจการต้องลงบัญชี รวมถึงทำงบต่างกันน่ะสิครับ



หลายคนคงเริ่มสำลัก และสะอึกว่า อะไรของมันวะ ก็ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าจากข้างต้น คงจะพอเห็นภาพของเหล่า ออดิท มากขึ้นนะครับว่า การที่เราทำหน้าที่ออดิทนั้น จะสามารถสัมผัสได้ทุกวงจรของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น รายจ่าย, รายรับ, การเพิ่มทุน, การขยายกิจการ, การออกหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือแม้แต่ การปิดกิจการต้องลงบัญชีอย่างไร ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผมมองว่าประมาณ 5 ปีแรกของการทำงานออดิทจะได้สัมผัสแทบครบเลยครับ ซึ่งถ้าเทียบกับเพื่อนพนักงานบัญชีขององกรณ์ จะมีหน้าที่ที่เฉพาะเป็นของตัวเอง เช่น คุณ A ทำหน้าที่บันทึกจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ก็จะบันทึกจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ตลอด หรือน้องB ทำหน้าที่บันทึกรายได้ ก็จะบันทึกรายได้เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าออดิทจะสามารถมองภาพรวมและสามารถ Manage ทั้งแผนกได้ (ถ้ากลายร่างจากออดิทเป็นพนักงานบริษัทนั้น) อย่างไรก็ตามพนักงานบัญชีในบริษัท จะมีความ Specialist มากกว่า ออดิทครับ เพราะแม้จะเผชิญกับการ จ่ายหนี้ แบบเดิมทุกวัน แต่คุณสามารถเจอกับรายละเอียดของงานนั้นๆ เช่น บริษัทซื้อของจากเมืองนอกวันนี้ (ก็มีเจ้าหนี้) แต่จ่ายเงินเดือนหน้า (เจ้าหนี้ก็หาย) แต่! เราจะใช้ เรทแลกเปลี่ยน ไหนมาบันทึกล่ะครับ ก็ในเมื่อมีหลายวันมาเกี่ยวข้อง และถ้าเกิดผลต่างตอนมีเจ้าหนี้ กับตอนจ่ายหนี้ อ้าว อ้าว อ้าว งงเต้ก จะเอาผลต่างไปยัดไว้ในไหน (เชื่อสิ ออดิทบางคนก็ไม่รู้)


เห็นมั้ยครับว่าออดิท สามารถใช้เวลาไม่นานในการ วนเวียน ครบรอบธุรกิจและมันก็เลยทำให้ ง่ายต่อการ เรียนรู้เมื่อก้าวจากออดิทเข้าสู่บริษัทต่างๆ และออดิทมักจะได้ Fast Track ก้าวสู่การเป็น ระดับผู้จัดการ หรือ ระดับบริหารที่ค่อนข้างเร็วกว่าหลายๆตำแหน่งในเวลาเท่ากัน (ผมพูดในภาพรวมส่วนมากนะครับ เพราะมีเพื่อนหลายคนที่ไม่ใช่ออดิทที่โดดเด่นและโตเร็วกว่า ก็เกิดขึ้นได้ครับ) และผลคือบริษัทต้องการออดิทมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่กล่าวมานี้ไงครับ ดังนั้นเราจึงมักเห็นออดิทที่ถูกดึงตัว ดึงดูด ลากมา หรือถูกเล่นของจาก บริษัทลูกค้าที่ออดิทนั้นเคยเข้าตรวจ ให้เข้ามาเป็นพนักงานบริษัทนั้นๆแทน  (ก็มันไม่ต้องสอนแล้วไงเล่า !) ด้วยเงินเดือนที่น่าพอใจ เพราะถ้าไม่ คงดูดไม่ไปแน่ๆ จริงมั้ยครับ  ^^








13/7/60

การฉ้อฉลผู้บริหาร ผ่านวิธีการ บันทึกบัญชี การด้อยค่า

การตีด้อยค่า และความฉ้อฉลของผู้บริหาร..จากเครื่องมือทางการบัญชี




หลายคนคงได้ยินการที่ผู้บริหาร หรือผู้รับผิดชอบทางด้านบัญชี มักใช้กลเม็ดทางการบัญชี เป็นศรีธนญชัย ในการตกแต่งตัวเลขมาหลายกรณี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงและไม่ค่อยโด่งดังเหมือน กรณีอื่นๆที่จะยกมาเล่าให้ฟังสั้นๆในวันนี้ก็คือการใช้ การตั้งการด้อยค่า ตามมาตรฐานเบอร์ 36 ...





ปกติแล้วในกิจการ หรือในงบดุล(ขอใช้ชื่อเก่า) ในฝั่งสินทรัพย์นั้นถ้ามี ข้อบ่งชี้ ที่มูลค่าที่น่าจะได้ (ไม่ว่าจะขายสินทรัพย์ หรือใช้งานมัน) น้อยกว่า มูลค่าตามบัญชี .... เราก็จะมีการพิจรณาตั้งค่าเผื่อกันปกติ ตามกิจวิสัย




แล้วมันเป็นเครื่องมือ ใช้ในการตกแต่งได้อย่างไร ...




ลองคิดดูในกรณีที่กิจการ (ยิ่งพวกบริษัทในตลาดฯ) ที่มักปล่อยกู้กันในบริษัทในเครือ หรือบริษัทลับแล ที่ตั้งอยู่ไหนไม่รู้ มีตัวหรือมีแค่กระดาษจดทะเบียนหรือปล่าวก็ไม่รู้ โดยที่ผู้บริหารของ บริษัทใหญ่ รู้เห้นเป็นใจ มีสายอำนาจอยู่ในบริษัทที่มาขอกู้นั้นๆ




เมื่อบริษัทใหญ่ปล่อยกู้ไป
Dr. ลูกหนี้เงินกู้ XXX
Cr. เงินสด XXX


วันดีคืนดี ก็นึกอยากจะตั้งหนี้สงสัยจะสูญ หรือร้ายกว่านั้นก็ไม่สงสัยมันละ ก็ตั้งเป็นหนี้สูญมันเลย โดยที่ทึกทักข้อบ่งชี้ ว่าไอ้เงินให้กู้ก้อนี้เนี่ยมัย สูญแน่ๆ โดยชักแม่น้ำทั้งแปดมาพูด

Dr. หนี้สงสัยสูญ YYY
Cr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยสูญ YYY
หรือ
Dr. หนี้สูญ YY
Cr.ลูกหนี้เงินกู้ YY





สุดท้ายแล้ว ผู้ถือหุ้นคนอื่นก็ไม่รู้อะไร เพราะปล่อยกู้แบบเนียนๆ และตัดสูญแบบเนียนๆ ในงบก็ไม่มีให้แกะรอย มิหนำซ้ำผู้สอบบัญชีหลายท่านนน ยังไม่ทึกทักอีก ว่าไอ้ที่ตั้งตัดหนี้สูญนี่ มันมีมูลเหตุที่เหมาะสมไหม  ผลประโยชน์เลยไม่ต้องเดาว่าไปไหน นอกจากไอ้บริษัทที่มีสาย กับผู้บริหารบริษัทแม่





ยังมีอีกหลายช่องทางในการ นำเงินจากบริษัทแม่โดยเฉพาะที่อยู่ในตลาด ยักย้ายไปโดยไม่สมควร ดังนั้นแล้วไม่ต้องสงสัยว่าทำไม หลายต่อหลายเศรษฐี ถึงตั้งใจปลุกปลั้นบริษัทในมือตัวเอง เพื่อให้เข้าตลาด แบ่งคนอื่นมาร่วมเป็นเจ้าของ...รับความเสี่ยง ด้วยกันนั่นเอง


13.07.2017

11/7/60

ขั้นสอง #2 สู่CPA : การบริหารเวลาในการอ่าน เมื่อมีงานประจำ

EP2 การบริหารเวลา - Time management 








มาต่อกันเลยครับสำหรับวิธีการเตรียมตัวขั้นต่อไปหลังจากที่เรา กำหนดเวลาว่าเราจะ(ตั้งใจ)สอบให้ได้ภายใน x ปีและภายใต้การสอบแต่ละครั้งนั้น เราจะสมัครสอบวิชาใดบ้าง




ผมเชื่อว่าเพื่อนๆหลายคน พอเรากำหนดวิชาที่จะตั้งใจในการสอบแต่ละครั้งได้แล้วนั้น เราก็จะทราบดีว่า เรามีเวลาเท่าไหร่นับจากวันนี้ถึงวันสอบ เพื่อให้เราได้เตรียมตัวอ่านหนังสือ ซึ่งปัญหาที่พบสำหรับชาวออดิทก็คือ จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่าน หรือ จะวางแผนยังไงในเมื่อการทำงานของเรา ไม่ใช่ลักษณะแบบต่ายตัว เช่นตอกบัตร 8 โมงเช้า และงานเลิก 5โมงเย็น นั่นจึงเป็นปัญหาหลักๆ และผมเองก็เผชิญสิ่งนี้เช่นกันครับ



สำหรับผมนั้น ผมมองว่าเราจะไปฝืนตัวเองให้อ่านหนังสือดึกๆไม่ได้หรอกครับ (ผมง่วงและเหนื่อย และเชื่อว่าหลายๆท่านก็คงเป็นเช่นกัน หลังเลิกงานไม่อยากทำอะไรแล้ว) แต่สิ่งที่ผมทำคือ การบริหารเวลาที่มีอยู่น้อยนิด ให้มันเกี่ยวข้องกับการสอบมากที่สุด ....อย่างไรนะหรอ



1. ตื่น : ทุกๆเช้าผมจะตื่นตอนประมาณ 5.45am ครับเพื่อจะได้มีเวลาว่างสักพักในตอนเช้าโดย 5.45 - 6.00 ผมก็จะเล่น Facebook เหมือนคนทั่วๆไปมั้งครับที่เล่นกันในตอนเช้า แต่พอ 6.00น ผมจะวางมือและไปหากาแฟร้อนกิน + ล้างหน้าที่บ้านครับ เพื่อให้ผมตื่นตัว(วิธีนี้ผมคิดว่าต่างกันไปในแต่ละคน โดยหาเถอะครับว่าทำอะไรแล้วเราจะสามารถตื่นได้) ต่อจากนั้นผมจะอ่านหนังสือ ในส่วนที่เป็น "เนื้อหา" เช่น ในวิชากฏหมายผผมก็จะอ่านหลักกฏหมายส่วนที่ต้องใช้การท่องจำเป็นหลัก หรือในวิชาบัญชี ผมก็จะอ่านหลักการที่ต้องอาศัยการท่องจำ โดยจะแยกการทำโจทย์ หรือวิเคราะห์ ไว้ช่วงเย็นหลังเลิกงานแทน เพราะตอนเช้าผมพบว่าตัวเอง ทำโจทย์หรือวิเคราะห์อะไรได้ช้ากว่าตอนเย็น และตอนเย็นผมไม่สามารถอ่านเนื้อหา ตัวอักษรมากๆได้เพราะ ผมง่วง



ส่วนของ "เนื้อหา" ที่อาศัยการท่องจำ ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าผมหมายถึงอะไร ผมขอยกตัวอย่าง สมมุตว่าผมกำลังอ่าน วิชาการบัญชี1 ในส่วนของเนื้อหา ลูกหนี้การค้าในส่วนของ หนี้สงสัยจะสูญ (มาตรฐานฯ 101) ผมก็ใช้เวลาในช่วงเช้านี้ท่องและอ่าน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ การตั้งหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance for doubtful account)ว่ามีการตั้งกี่รูปแบบ เช่นการตั้งจากยอดขาย หรือการตั้งจากยอดลูกหนี้, การตัดหนี้สงสัยจะสูญหรือ การได้หนี้สูญรับคืน ว่ามีกี่รูปแบบหลักๆเช่น เป็นไปตามกรมสรรพากร หรือไม่เป็นไปตามกรมสรรพากร อะไรอย่างนี้เป็นต้นครับ โดยส่วนนี้ผมจะท่องเป็นส่วนมาก และยังไม่ทำโจทย์ในช่วงเช้านี้ ทำไมผมต้องท่องก่อนก็เพราะว่าผมเชื่อว่า คนเราจะประยุกต์กับสถานการณ์ในโจทย์ได้ คุณต้องแม่นก่อนน่ะครับ ....Aristotle ก็เคยบอกไว้ว่า You can start thinking only you have memory. แต่ผมมี idol เป็น Jack ma นะ




2. ระหว่างเดินทางไปทำงาน : ผมมักออกจากบ้านช่วง 8.30น หรือ 9.00น แล้วแต่ความใกล้ไกลของลูกค้าที่ไปทำการตรวจสอบครับ โดยในช่วงนี้ผมใช้วิธีการ "ฟังคลิป" ระหว่างการเดินทาง โดยผมทำการดาวน์โหลดไฟล์เสียง ของอาจารย์ที่สอนติว (บริษัทผมมีไฟล์การสอนติวทั้งวิชา กฏหมายและบัญชี) ใส่ลงในมือถือครับ และเปิดใส่หูวนไประหว่างทางไปทำงาน พบว่ามันจำได้จริงๆครับ และหลังจากที่เพื่อนๆฟังคลิปเสียงจากที่อาจารย์ติวเสร็จ หรือเพื่อนบางท่านไม่ได้มีคลิปดังกล่าว สามารถใช้วิธี "อัดเสียงตัวเอง" ลงไปได้ครับ เพราะผมเจอปัญหาที่ว่า เราจะจำ ข้อกำหนด ตัวบทกฏหมาย ยังไงให้มันหมด โดยเฉพาะวิชา กฏหมาย2 ซึ่งคงรู้กันดีว่ามีตัวกฏหมายเยอะมากในส่วนที่เกี่ยวกับภาษี สิ่งที่ผมทำคืออัดเสียงในส่วนที่ต้องท่องจำหนักๆลงในมือถือ เช่น มาตรา 65ทวิ ประกอบด้วย 65ทวิ วงเล็บ ....ก็พูดไปครับ เอาเป็นภาษาที่ตัวเองเข้าใจ เพราะเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่จำ




ลองสังเกตุสิครับว่า ช่วงนี้ตามห้างต่างๆจะเปิดเพลง พรปีใหม่ ....ผมมักจะฮึมฮัม เพลงนี้บ้างบางทีเพราะมันติดหู ฉันใดฉันนั้น เปิดเสียงตัวเองใส่หูทุกวัน มันก็ต้อง ฮึมฮัม ได้บ้างแน่นอนครับ




  3. ระหว่างทำงาน : ผมว่าเรารู้กันอยู่แล้วครบว่า บางครั้ง ออดิทเรามักจะ "ว่างมาก" เพราะอยู่ในช่วงที่งบการเงินถูกตรวจสอบเสร็จแล้ว โดยเฉพาะเดือน ห้า ถึง เจ็ด ช่วงนั้นซึ่งเป็นช่วงใกล้สอบ รอบที่2 ของปี ดังนั้นโอกาสทองของเราครับ ในระหว่างที่ออกตรวจลูกค้า ถ้าเรามั่นใจว่างานที่เราทำเสร็จทันเวลา และไม่มีงานคั่งค้างเหลืออยู่ (ผมว่าเราต้องจัดลำดับความสำคัญให้งานมาก่อนนะครับ) ผมก็มักจะเอาไฟล์เสียงโหลดลง Dropbox เพื่อเปิดใส่หูฟังในคอมพิวเตอร์ระหว่างวัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนตาม คอนเส็บที่กล่าวไว้ในข้อที่ 2 และผมดาวโหลด ไฟล์ เช่นหนังสือ ตำรา ชีทเรียน หรือแม้กระทั่ง มาตรฐานการบัญชี ไว้ใน Dropbox ของผมครับ เพื่อทำการเปิดมาอ่านได้ระหว่างวันโดยไม่เป็นการให้คนอื่นมองว่าเราหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน มันก็จะดูน่าเกลียดเกินไป



ผมว่าวิธีนี้ไม่ได้เบียดบังเวลางานเลยครับ เพราะออดิทเราเป็นอาชีพที่มีทั้ง การทำงานที่หนักหน่วง งานที่ไม่มีเวลากำหนด แล้วมันจะเป็นสิ่งที่ผิดหรอครับถ้าเราบริหารเวลา ยามเราว่างหรือ มีปริมาณงานที่น้อยกว่าช่วงหนักๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งตัวเอง (สอบได้ CPA) และบริษัท (พนักงานมีความรู้) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ....ไม่มีใครพูดว่า เรามีเวลาว่างอ่านหนังสือ หรอกครับ ดังนั้นเราต้องพลิกทุกอณูให้สอดคล้องกับเป้าหมายให้มากที่สุด




4. หลังเลิกงาน : ส่วนตัวผมหลังเลิกงาน ผมจะพยายามทำให้งานเสร็จไม่เกิน 6 โมงเย็น สำหรับช่วงปกติ และไม่เกิน สามทุ่ม สำหรับช่วงพีค (ถ้าทำได้ และผมทำได้นะ) โดยถ้าช่วงไหนพีคหรือปริมาณงานมันเยอะมากๆ ผมจะแก้ไขระหว่างวันโดย พกข้าวกลางวันไปกิน เพื่อทำงานได้มากขึ้น หรือใช้เวลาตอนกลางวันนั้นแหละ เปิดคลิปที่อัดไว้ในคอมฯ หรือไฟล์ตำราที่ดาวโหลดไว้ ขึ้นมาอ่าน ซึ่งวิธีนี้ทำให้ผมได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชม ต่อวันครับ และระหว่างวันก็ตั้งใจทำงานเพื่อที่ให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อจะได้เอาเวลาไปอ่านหนังสือต่อ เพราะถ้าคุณเลิกดึกมากเกินไป ผลลัพธ์คือ เราไม่มีทางอ่านหนังสือต่อได้หรอกครับ เราก็ง่วง เหนื่อย เป็นปกติของธรรมชาติ




พอปิดคอม เลิกงาน ผมจะหาร้านกาแฟ ใกล้ๆออฟฟิตลูกค้านั้นๆ ไปฝังตัวหลีกหนีการจราจรที่น่ารัก น่าชังงงง ของมหานครแห่งนี้ ในการ 1.ฟังคลิปเสียงของอาจารย์ต่างๆที่บริษัทผมแจกให้พนักงาน หรือ 2.ฝึกโจทย์สำหรับวิชาต่างๆ (หลังจากที่ผม ฟังคลิปเรียนเสร็จแล้ว) ...ผมฟังคลิปติวสอนทุกวิชาเลยครับจากที่บริษัทผมให้มา(ผมซื้อหนังสือเพิ่มเติมเองบ้าง และลงคอร์สวิชาการสอบบัญชี 2 ครับ) เพราะผมคิดว่าอาจารย์ต่างๆมีเทคนิคและวิธีการที่เก็บมาจากประสบการณ์ ซึ่งทำให้เราย่นเวลาในการอ่านเองไปได้เยอะ โดยเฉพาะวิชา กฏหมายและ การสอบบัญชี ที่ค่อนข้างหนักไปทางเนื้อหาที่มากเหลือเกิน โดยระหว่างการฟังคลิปผมจะทำการ จดโน้ตย่อ หรือถ้าวิชาไหนมีชีท ก็ทำการเขียนลงไปในชีทเหมือนตอนเรียนมหาลัยนั่นแหละครับ และพอเราเรียนจบ ผมก็ทำการฝึกฝนโจทย์ ใครจะหาที่เรียนสามารถอินบ้อคมาถามได้ ผมได้แต่แนะนำและคุณเพื่อนๆไปตัดสินใจเอาเองครับ อย่ามองว่ามันเปลืองเงินเลยครับเพราะบางที เรา Credit เงินสด ออกไป แต่เรากำลัง Debit สินทรัพย์ใส่ตัวเองอยู่ก็เป็นได้



โดยวิชาการบัญชี 1+2 ผมใช้หนังสือที่รวบรวมโจทย์ของ อาจารย์ สศ (ไปหากันดูเองครับว่าใคร ผมว่ามีคนเดียวนะที่แต่งหนังสือขายและรู้จักกันแพร่หลาย) โดยเราต้องตั้งเป้าว่าวันนี้ต้องทำบทนี้ให้จบ อย่า! ตั้งเป้าว่าวันนี้จะอ่าน x ชั่วโมง เพราะเชื่อเถอะว่าเพื่อนๆจตั้งตารอให้หมดเวลาและเดินกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึก บอกตัวเองว่า วันนี้ทำได้ดี อ่านหนังสือไปแล้ว ทั้งที่จริงแล้วการตั้งเป้าว่าอ่านจบบทไหนๆบ้างจะมีประสิทธิผลมากกว่าครับ เพราะมันจะสะท้อนการก้าวหน้าในการอ่านที่แท้จริง



วิชากฏหมายผมอ่านจาก ชีทสรุปหลักกฏหมายของอาจารย์ พกว (หาเอาเองครับว่าใคร อิอิ) โดยอ่านตามที่อาจารย์ท่านบรรยายและ ฝึกโจทย์เก่าไปมากๆครับ เพราะผมคิดว่าข้อสอบมันออกมาจนพรุน ทุกประเด็นแล้วเพียงแต่ปรับเปลี่ยนเนื้อหา ในการสอบแต่ละครั้งเท่านั้นเอง



วิชาการสอบบัญชี 1 ซึ่งออกสอบเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบต่าง ตรงส่วนนี้ผมว่าเราชาวออดิทต้อง อาศัยสิ่งที่ทำงานมาในการตอบครับ เพราะประสบการณืเราจะบอกเองว่า ตรงจุดหรือเหตุการณ์นั้นๆ จะใช้วิธีการตรวจสอบอย่างไรดี


วิชาการสอบบัญชี 2 ซึ่งมักออกเกี่ยวกับการเขียนหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีฯ ตรงจุดนี้ผมแนะนำให้หาคลิปติวมาฟังเพราะจะช่วยสรุป (ผมลงเรียนคอร์สสดในวิชานี้วิชาเดียวครับ) หน้ารายงานในแบบต่างๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ หรือถ้าไม่อยากเรียนผมเห็นเพื่อนบางคน ใช้วิธีดาวโหลด มาตรฐานการสอบบัญชีจากเว็บไซต์ สภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งฟรี และค่อนข้างตรง มาอ่านเองครับ บวกกับ ดาวโหลดหน้ารายงานของจริงซึ่งหาได้ทั่วไปในเว็บไซต์ของบริษัทต่างๆมาดู เพราะมันจะคล้ายคลึงกันแทบทุกที่ ลองดาวโหลดมาเปรียบเทียบกันดูนะครับผม (ในเว็บของสภาวิชาชีพบัญชี จะบอกเกี่ยวกับขอบเขตการสอบ ซึ่งมีประโยชน์มากเพราะในแผ่นนั้น จะบอกมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อๆก็ดาวโหลดมาอ่านได้ตามนั้นเลยครับ เหมือนเรามีสารบัญไว้ให้ฟรีๆ อยู่แล้ว)




*ตรงนี้สำหรับใครที่มี อุปนิสัยต่างกัน ก็ลองปรับใช้ดูนะครับ เคยมีลูกค้าของผมท่านนึง ใช้เวลาหลังเลิกงานนั่งต่อไปในออฟฟิตของตัวเองนั่นแหละ ในการอ่านหนังสือสอบ ปโท ของเขา ผมว่าก็เป็นเทคนิคที่เวิคทีเดียว




5.กลับถึงบ้าน : ผมกลับถึงบ้านประมาณ สี่ทุ่ม ถึงห้ามทุ่มแล้วแต่วัน ซึ่งผมถือว่าช่วงนี้คือการพักผ่อน หรือถ้าจะอ่าน จะอ่านเฉพาะของเก่า ในส่วนเนื้อหาที่เราแม่นแล้ว เพราะสมองเหนื่อยแล้วครับ จากการพาญพบ การทำงาน การทบทวนที่ร้านกาแฟ มาทั้งวัน ดังนั้นจุดนี้ผมมัก เล่น Faacebook, IG หรือ ทบทวนเฉพาะสิ่งที่ตนเองพอแม่นๆแล้ว เพื่อไม่เป็นการลืม แต่จะไม่แตะเนื้อหาใหม่ๆเด็ดขาด และผมจะเข้านอนไม่เกิน เที่ยงคืน เพื่อให้ลุกไหวในตอนเช้าครับ



สรุป
1. ขอย้ำว่าต้องรู้ครับว่าเราจะสอบอะไร เมื่อไหร่ ไม่งั้นจะไม่มีทางบังคับตัวเองให้อ่านได้แน่นอน
2. ตื่นนอน / เดินทาง / ระหว่างทำงาน / หลังเลิกงาน มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ทั้งสิ้น หาให้เจอครับ
3. รู้ขอบเขต > หาอาวุธ (หนังสือ คลิปติว)
4. อ่าน > เข้าใจ > ท่อง > ฝึกแบบฝึกหัด
5. ทำข้อ 4 อีกอย่างน้อยสามรอบ


เดี๋ยวมาต่อนะครับ มาแน่ๆ อดใจหน่อยนะครับ พอดีช่วงนี้ พีค ครับคงรู้กันดี ^^
ขอบคุณครับ

9/5/60

ขั้นแรก #1 สู่ CPA : ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

ขั้นแรก สู่ CPA : ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต










สวัสดีครับ สืบเนื่องจากที่ผมเคยพูดไปแล้วก่อนหน้า เกี่ยวกับข้อดี หรือ สิ่งที่น่าสนใจในสาขาวิชาชีพ ผู้สอบบัญชี (CPA) หรือที่เราๆคุ้นหูกับคำว่า ออดิท (Auditor) นั่นเองครับ หลังจากนั้นผมก็คิดอยู่นานว่าจะตั้งกระทู้ ด้านมืด ของออดิทอย่างเราดีมั้ย แต่ผมก็เขียนไม่จบนะ เพราะผมคิดว่าหลายๆคนคงรู้กันว่าอาชีพ ออดิท นี้มีความทรหด อดทน หนักหนามากกันดีอยู่แล้ว จะให้ผมมาพูดอีกก็อาจจะรู้ไม่ดีเท่าท่านๆก็เป็นไปได้



สำหรับกระทู้นี้ผมตั้งใจจะมาแชร์วิธีการ วางแผน เตรียมตัว ในการสอบ License ที่หลายคนพูดว่าเป็นที่สุดของสายงานวิชาชีพบัญชี นั่นคือ CPA (Certified Public Accountant) นั่นเองครับ และผมคิดว่าเพื่อนๆร่วมวิชาชีพย่อมรู้กันดีว่า ไม่ค่อยมีกระทู้รีวิว หรือแชร์ประสบการณ์การสอบ เรียกได้ว่าแทบไม่มีเลยดีกว่า ในโลกออนไลน์เหล่านี้ เพราะผมก็เหมือนเพื่อนๆแหละครับ ที่มาหาแนวทาง การเตรียมตัวสอบในเว็บไซต์ต่างๆ แต่ก็หาไม่ค่อยจะได้ จนมาวันที่ผมมายืนตรงจุดนี้ เลยอยากมาแบ่งบันความรู้นี้ครับ



ก่อนอื่นผมขอเกริ่นเกี่ยวกับตัวเองนิดนึงครับ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นใครอะไรอย่างไร คือผมก็ทำงานในสายงานตรวจสอบตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย ชื่อดังย่านบางเขน ที่ชอบจัดงานแฟร์บ่อยๆ คงไม่มีใครไม่รู้นะครับ ^^ แน่นอนว่าผมต้องจบในสาขาการบัญชี และเข้าสู่สมรภูมิการตรวจสอบ ในสำนักงานตรวจสอบบัญชีข้ามชาติหรือที่หลายท่านรู้จักในนาม BIG4



ผมสอบ CPA License ได้โดยการสอบ 4 ครั้งติดกัน ซึ่งกินเวลาประมาณ 1 ปี 3 เดือนครับ (ปกติแล้ว CPA เปิดสอบปีละ 3 ครั้งครับ) โดยผมเริ่มสอบได้จากวิชา กฏหมาย 1 ในครั้งแรก, และตามมาด้วย กฏหมาย 2 ในครั้งถัดมา, วิชาการบัญชี 1 และ 2 ในครั้งที่สาม, และสุดท้ายกับวิชาการสอบบัญชี 1 และ 2 ในครั้งที่สี่ครับ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้น 1 ปีกว่าหลังเรียนจบ ปตรี ครับผม



แน่นอนว่าปัญหาที่เพื่อนร่วมวิชาชีพหลายต่อหลายคน พบเจอในการสอบมหาหินนี้คงเป็นเรื่องของ เราจะแบ่งเวลาอย่างไร เตรียมตัวอย่างไร ในเมื่อ ออดิท อย่างที่รู้กันว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีเวลาการทำงานตายตัว และปริมาณงานก็มักสวนทางกับปริมาณคนทำคืองานหนักมากนั่นเอง รวมถึงเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่รับการตรวจสอบ เพื่อนร่วมทีม หัวหน้าสายงาน หรือองค์กรณ์ต่างๆเช่น แบงค์ชาติ สภาวิชาชีพบัญชีหรือ กลต เป็นต้น ดังนั้น ผมขออนุญาตแชร์ขั้นตอนวิธีการเตรียมตัวในมุมของผมครับ โดยจะแบ่งเป็นหลายๆตอนนะครับ และขอเริ่มด้วยขั้นแรกคือ




1. ต้องมีเป้าครับ





ใช่ครับอันดับแรกเราต้อง ตั้งเป้าหมายของเราว่า เราจะสอบ CPA นี้อย่างไรทั้งในมุมของ เวลาว่าจะสอบภายในกี่เดือน กี่ปี รวมถึง ในแต่ละครั้งการสอบเราจะลงสอบวิชาใดบ้าง



สำหรับผม  ผมตั้งเป้าหมายโดยเริ่มจากภาพกว้างก่อนครับ ภาพกว้างที่สุดของผมคือ บอกตัวเองว่า ตรูต้องได้ CPA แน่นอน เพราะผมเชื่อนะครับว่าถ้าเราไม่เชื่อมั่นว่าเราทำได้ตั้งแต่ต้น หรือไม่มีภาพความสำเร็จอยู่ในใจ เราจะขาดแรงจูงใจ และพลังในการเดินต่อครับ เพราะมันแน่อยู่แล้วว่าอุปสรรครอคุณอยู่เต็มทางเดินเลย อย่างที่เราๆทราบกันดีว่า ออดิท มักมีปัจจัยภายนอกมาก เช่น ลูกค้าที่ออกตรวจ หัวหน้างาน เพื่อนร่วมทีม หรืออะไรก็แล้วแต่ ปัญหาเหล่านี้มันจะจิ้บจ้อยมาก ถ้าเพื่อนๆยืนอยู่บน ทัศนคติที่ว่าเรา ต้องสอบ CPA ให้ได้ เพราะมันจะคิดค้น วิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นมาตามสัญชาตญานของมนุษย์ครับ ทำให้เราไม่แพ้ไปก่อนระหว่างทาง





พอเรามีภาพในหัวแล้วว่า ตรูต้องสอบได้แน่นอน เป้าลำดับถัดมาคือ เพื่อนๆต้องกำหนดเวลาครับ (Specific Time)




การกำหนดเวลานี้คือ เพื่อนๆจะต้องกำหนดไปเลยว่า เราจะต้องสอบ CPA นี้ให้ได้ภายใน X ปี และเขียนมันเอาไว้ในห้องนอน หรือถ่ายรูปเอาไว้หน้าจอโทรศัพท์ หรืออะไรก้ได้ที่จะคอยเตือนคุณว่าคุณได้ สัญญา กับตัวเองแล้วว่าจะสอบ CPA ให้สำเร็จภายในกี่ปี เพื่อไม่เป็นการทรยศตัวเองไงครับ



การตั้งเวลาว่าจะสอบให้ได้ภายในกี่ปีนั้น ต้องอย่างตั้งให้ตึงเกินไปหรือหลวมไป เพราะถ้าตึงเกินไป ผลดีคือคุณสอบได้เร็ว (ในกรณีคุณสอบได้) ส่วนผลเสียคือคุณจะเครียด ครับ แต่ถ้าช้าเกินไป ผลดีคือจะสอบได้สบายๆ เรื่อยๆ แต่ผลเสียคือคุณจะเฉื่อย และขี้เกียจ และอาจรวมถึง เสียเวลาในการทำเป้าหมายต่อไปครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ เอาเป็นว่าเพื่อนๆก็ลองหาช่วงเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ เป้าหมาย ถัดไป เช่น เราจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือ เราจะเปลี่ยนสายงาน หรืออะไรก็ตามครับ มีอีกหลายๆปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละคน ว่าเราควรสอบ CPA ได้ภายในเมื่อไหร่ดี




พอเราได้แล้วว่า เราจะสอบ CPA ภายใน X ปีนะ ขั้นถัดมาคือ วางแผนการสอบแต่ละครั้ง ว่าเราจะต้องได้วิชาใดบ้าง ในครั้งนั้นๆ




CPA เปิดสอบ 3 ครั้งใน 1 ปีนั่นคือช่วง มีนาคม, กรกฎาคม และ พฤศจิกายน ซึ่งในแต่ละครั้งก็อย่างที่เพื่อนๆทราบกันว่า ประกอบด้วย 6 วิชานั่นคือ บัญชี1  บัญชี2 กฏหมาย1 กฏหมาย2 การตรวจสอบ1 และ การตรวจสอบ2 ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำคือ เอาปากกาขึ้นมาเขียนโพสอิตแปะหัวเตียงว่า ครั้งหน้าที่จะถึงนี้ เราจะต้องอ่านวิชา XX นะ ....ในส่วนของการเลือกรายวิชาว่า จะสอบวิชาใดก่อนหลัง ผมคิดว่าเป็นดุลยพินิจ หรือตามใจเพื่อนๆครับ แต่ในส่วนของผมนั้นที่ผมเลือกวิชา กฏหมาย1 ก่อนนั้น เพราะเป็นวิชาที่หลายๆคนพูดว่าง่ายที่สุด ดังนั้นผมจึงต้องการกำลังใจในวิชาแรกครับ 555 เพื่อนๆหลายคนเลือกวิชาบัญชีเป็นการสอบตัวแรกก่อน เพราะยังมีพื้นความรู้จากที่จบมาใหม่จากมหาวิทยาลัย หรือสอบวิชานี้ก่อนเพราะกังวลเรื่องมาตรฐานการบัญชีจะมีการอัพเดท ก็สุดแล้วแต่วิจรณญานส่วนบุคคลครับ ซึ่งผมขอแนะนำว่าให้ลองถามคนที่ผ่านการสอบมาแล้วหรือค้นหาข้อสอบเก่าๆว่าแต่ละรายวิชา ประกอบด้วยเนื้อหามากน้อย หรือเนื้อหานั้นๆเกี่ยวกับอะไรบ้าง เพื่อจะได้วางแผนถูกครับ





สรุปในขั้นแรก
1. บอกตัวเองว่า เราทำได้ เราทำได้ เราทำได้ (เอาให้มีภาพ มีความรู้สึกในหัวด้วยนะครับ)
2. กำหนดแผนระยะยาว ว่าเราจะต้องสอบ CPA นี้ให้ได้ภายใน XX ปี
3. กำหนดแผนระยะสั้นในแต่ละครั้งการสอบ ว่าเราจะต้องสอบวิชาใดบ้างในการสอบแต่ละครั้ง


ติดตามตอนต่อไปนะครัช เดี๋ยวมาต่อ

6/4/60

Professional Judgement กับ Auditor


Professional Judgement กับ Auditor







ดุลยพินิจนั้นเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญ มากๆ และ เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นสาระสำคัญในสายวิชาชีพบัญชี เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนไม่ว่าจะเป็น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชีก็ตาม


เราอาจเห็นได้จากการที่มาตรฐานการบัญชีมีการพัฒนา และปรับใช้หลายฉบับที่อ้างอิงไปถึงสิ่งที่เรียกว่าดุลยพินิจ เช่น การเพิ่มขึ้นของการวัดมูลค่าจาก มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) หรือ การประยุกต์ใช้ Principles base มากกว่าก่อนที่เราใช้ Rule Base กันซะมาก


จึงมีคำถามต่อมาว่า (ผมก็เป็นคนนึงที่เคยสงสัย) ว่าอะไรคือ ดุลยพินิจที่ดี หรือมีตัวอย่างบ้างมั้ยว่า ฉัน ควรทำอย่างไรถึงให้อยู่ในกลุ่มนักบัญชีที่มี ดุลยพินิจเหมาะสม


ICAS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลการบัญชีของประเทศอังกฤษ แต่ปัจจุบันมีพนักงานอยู่ทั่วโลกราวๆ 20,000กว่าคน (ผมอ่านมาจาก google) ก็เคยออก Framework มาให้ นักบัญชีได้รู้ขอบเขต และรวมถึงยกตัวอย่าง แนวทางที่จะทำให้ เราๆท่านๆเข้าสู่ การมีดุลยภินิจที่เหมาะสม



ดุลยพินิจในด้านบัญชีนั้นมิใช่เพียงแค่ในมิติ ของผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ใน FRamework นี้ยังรวมถึง Preparer & Regulator อีกด้วย




เท่าที่อ่านภาพรวมๆ มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง
> ทั้ง Preparer & Auditor ต้องมี Professional judgement ซึ่งคือการที่สามารถ "อธิบาย" ความเห็นต่อ กากระทำต่องบการเงินได้ โดยยืนอยู่บน หลักการบัญชี


> Regulator ควรมี Judgement โดยยึดข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันไม่ใช่พวก ข้อมูลสีเทาที่ได้มาอย่างลับๆ


> ความรู้ และ ประสบการณ์ของ นักบัญชีมีผลต่อ Professional Judgement มาก


> .การมีคุณธรรม. ของนักบัญชี (Prepare/ Auditor/ Regulator) เป็นข้อกำหนดที่ต้องมีเป็นอย่างแรกของ Framework นี้


> ในเนื้อหายังกล่าวถึง Professional Skepticism (การสงสัยเยี่งผู้ประกอบวิชาชีพ) ถือเป็นส่วนสำคัญของ High Quality Audit



ในบทความยังแถมตัวอย่างการมี Judgement ที่ดีอีกด้วย (ตั้งแต่หน้า 11 ในลิงค์) ในรูปแบบ รูปธรรม เพราะสงสัยคงเข้าใจหัวอก นักบัญชี (โดยเฉาพะคนไทย) ว่าอะไรอะไร ที่อิงกับดุลยพินิจนั้น ฉัน มักไม่รู็จะเริ่มตรงไหนดี ....ลองอ่านกันได้ในลิงค์ 

15/1/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part1


ด้านล่างเป็นกระทู้ที่เขียนไว้สักพัก ใน Pantip.com ครับเลยจะเอามาแบ่งปันกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ผมพบเจอ และคิดว่าเป็นข้อดีของสายงานในอาชีพนี้ครับ ยังไงลองกันดู 


อันนี้เป็นลิงค์ Part อื่นๆต่อจาก นี้นะครับผม คอมเมนท์กันได้ฮะ

Part2 > https://whollyhall.blogspot.com/2017/11/benefit-of-being-auditor-cpa-part-2.html
Part3 > https://whollyhall.blogspot.com/2017/11/benefit-of-being-auditor-cpa-part-3.html
Part4 > https://whollyhall.blogspot.com/2017/11/benefit-of-being-auditor-cpa-part-4.html
Part5 > https://whollyhall.blogspot.com/2017/11/benefit-of-being-auditor-cpa-part-5.html

ลิงค์กระทู้เต็มในพันทิปคือ >> pantip.com/topic/35809887 



สวัสดีครับผม ผมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบวิชาชีพ สอบบัญชี หรือที่คนทั่วๆไป เรียกว่า ออดิท (Auditor)  ส่วนผู้ที่ได้ใบประกอบวิชาชีพนี้จะมีชื่อว่า Certified Public Accountant (CPA) นั่นเองครับ 




แต่เพื่อนบางคนอาจจะงงว่า ออดิท นั้นหมายถึง ผู้ตรวจสอบบัญชี ทุกคนเลยหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่า ออดิทเนี่ยแบ่งเป็น Internal Audit และ External Audit ครับ ซึ่งในส่วนของ Internal Audit จะเป็นคนในบริษัทนั้นๆที่ทำหน้าที่ดูว่า ไอ้ระบบที่ ท่านๆ ในองกรณ์วางไว้เนี่ย ได้รับการปฏิบัติตามมากน้อยแค่ไหน มีความเสี่ยงอะไรที่จะเกิดได้บ้าง เพื่อให้บริษัทอยู่ได้อย่าง Smoothly




ส่วน External Audit ก็จะเป็น คนนอก ครับ(ก็ชื่อก็บอกเนอะ) ที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทนั้นๆ เพื่อมาตรวจสอบในมุมของ งบการเงิน เป็นหลัก ซึ่งออดิทประเภทนี้มักจะ วนเวียนมาที่บริษัท สามเดือนครั้ง หกเดือนครั้ง หรือปีละครั้งบ้างก็แล้วแต่ ขึ้นกับหลายๆอย่าง




เอาล่ะครับ เพื่อนๆหลายคนคงพอทราบถึงแง่ของ มุมดาร์ค ของสายงานนี้จากหลายๆแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นคำบ่นหรือเพื่อนที่ทำอาชีพนี้ในเฟซบุ๊ค ,เสียงลือเสียงเล่าอ้าง หรือเห็นการทำงานของพวก "ออดิท" เหล่านี้ที่แวะเวียนมาที่ออฟฟิตตัวเอง ว่าอาชีพนี้นี่คนจะมาทำต้อง ดึก ถึก และห้ามตาย* รวมถึงสภาพการทำงานก็มักจะเลิกกันดึกๆดื่นๆ เรียกได้ว่าวันไหนที่ ออดิทเลิกแล้วยังเห็นพระอาทิตย์ เรียกว่าชีวิตเหมือนได้มงกุฏมิสเวิลในวันนั้น *.*




แน่นอนครับผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยประสบเหตุการณ์ เรียกว่าพ าญพบน่าจะดู Adventure มากกว่า กับเหตุการณ์นั้นๆ 




แต่ในกระทู้นี้ ผมอยากมาเล่าสิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ในวิชาชีพนี้บ้างครับ เพราะผมคิดว่ามันไม่ได้ด้อยไปกว่าด้าน ดาร์คๆ เหมือนที่หลายๆคนทราบแน่นอน เรามาเริ่มกันเลย! ! ! ! 




1. เงินดีหนิ 


Cr.http://time.com/money/3557545/do-you-have-a-money-related-ethical-dilemma-tell-us-about-it/


ใช่ครับหลายคนพอนึกถึงออดิท นอกจากงานที่หนักหน่วงแล้วในมิติของ งานที่ค่อนข้างได้รับผลตอบแทนดี ก็มักเป็นที่รับรู้ของคนทั่วๆไป ผมยอมรับเลยครับว่าอาชีพนี้ ค่อนข้างเห็นผลตอบแทนที่ ดีกว่า ในระดับเดียวกัน (ผมวัดดูจากคุณวุฒิที่จบมาทางธุรกิจและ วัยที่เท่าๆกันนะครับ) 




ผลตอบแทนนอกจากจะ เริ่มต้น ย้ำว่าเริ่มต้นสำหรับนิสิตจบใหม่(์New Grad) ที่ค่อนข้างสูง กว่าสาขาอื่นในสายงานธุรกิจ เงินเดือนของออดิท ยังเป็นที่ยอมรับในแง่ที่ว่ามีการ เพิ่มขึ้นในแต่ละรอบที่ สูงมากอีกด้วย (แอบกระซิบว่า ปีละไม่ต่ำกว่า 10%-20% ครับ (แต่ปีที่แล้วรอบๆตัวผมเงินเดือนขึ้นมา 30%นะ* )) และการเพิ่มขึ้นจะเพิ่มทุกๆปี (ผมยังไม่เคยปีไหนไม่เพิ่มนะครับ) แม้ปีนั้นบริษัทเพื่อนคุณจะบอกว่า ปีนี้บริษัทผลประกอบการไม่ดี ของดการเพิ่มเงินเดือน ก็ตาม




เงินเดือนนี่ยังจะยิ่งเข้มข้นและ จำนวนจะมีนัยสำคัญ* มากขึ้นถ้าคุณทำงานใน ออดิทเฟิม (สำนักงานตรวจสอบบัญชี) ที่มีชื่อเสียงหรือที่เราเรียกว่า BIG4 (KPMG/ Deloiite/ EY/ PwC) และจะจ่ายดี มากขึ้นไปอีกถ้าคุณทำงานมามากกว่า 10ปี และก้าวสู่ตำแหน่ง หุ้นส่วน หรือ Partner ในบริษัทเหล่านั้น แต่เงินเดือนของเหล่า "พาทเนอร์" จะถูกเก็บเป็นความลับมากๆ และมีการคาดเดากัน(อย่างค่อนข้างแม่นยำ) ว่าสามารถซื้อรถ Toyota Camry ได้ทุกเดือนและอาจมากกว่าเดือนละ 1 คัน...





2. ประสบการณ์ที่เรียนรู้ แทบทุกอณูความเคลื่อนไหวของ "ลูกค้า"

Cr.http://www.investopedia.com/articles/professionals

ใช่ครับ "ออดิท" จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะอย่างยิ่ง ในการทำงบฯ เท่านั้นแต่ในขั้นตอนกว่าจะได้มาเป็นงบนี่น่ะสิครับ ออดิทเราจะต้องทั้ง ทำความเข้าใจกิจการ เพื่อวางแผลว่าเราจะตรวจสอบอย่างไรดี




การวางแผนการตรวจนั้น ออดิทต้องทำความรู้จักใน Core Business หรือลักษณะธุรกิจหลักๆของ ลูกค้า(คนที่มาจ้างเรา) ไม่ใช่เพียงแต่อ่านเอกสาร หรือหนังสือ วีดีทัศน์แนะนำบริษัท แต่เราจะมีการ จัดประชุมกับผู้บริหารระดับบึ้ม ขององกรณ์เพื่อสอบถาม วิถีชีวิตของบริษัท ทั้งที่ผ่านมาแล้ว และแพลนว่ากำลังจะทำอะไร (แน่นอนครับว่าต้องเก็บเป็นความลับขั้นสุด) เพื่ออะไรน่ะหรอครับ ก็เพราะการบัญชีในปัจจุบันไม่ได้แค่บันทึก รับเงิน จ่ายเงิน ซื้อของ แต่บัญชีในปัจจุบัน จะต้องมีการรับรู้ "สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น" เข้าไปหรือเอาไปบอกไว้ในงบการเงินอีกด้วย เช่น! บริษัทมีคดีความกับลูกค้า แล้วผู้บริหารดูเหมือนบริษัทจะแพ้ ไอ้แบบนี้ออดิท ก็จะเป็นคนรู้ แล้วดูต่อว่าสมควร เปิดเผย อย่างไรดี (คนนอกหรือแม้แต่พนักงานบริษัทเอง ผมว่าอาจไม่มีทางรู้เลยด้วยซ้ำ)



โครงสร้างของบริษัท ออดิทก็ต้องทำความเข้าใจครับ ไม่ว่าจะเป็น ใครใหญ่กว่าใคร การทำงานเป็นอย่างไร จะจ่ายเงินระดับสิบล้านต้องมีใครเซ็นบ้าง หรือรวมถึง เงินเดือนของแต่ละคน! 



ใช่ครับออดิทจะทราบถึงโครงสร้างภาพรวมเหล่านี้ เพื่อมาออกแบบวิธีการตรวจแล้วก็ดูๆว่า ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นจากตรงไหนได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทุจริต หรือข้อผิดพลาด การที่กิจการต้องเปิดเผยสิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งและ ผู้บริหารปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องจัดเตรียมข้อมูลให้ออดิทครับ เพราะมันเป็นข้อตกลงขั้นแรกๆในการที่ออดิทจะตอบรับงานเลย! แม้ว่าผู้บริหารจะบอกว่าข้อมูลนั้นลับแค่นั้น แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับการตรวจสอบ ก็ต้องเอาให้ออดิท ยืมมาดู หน่อยเช่น เงินเดือน! เป็นต้น 



เห็นมั้ยครับว่าการที่จะได้มาในข้อมูลแต่ละส่วน ออดิทจะต้อง ติดต่อกับฝ่ายต่างๆแทบจะทั้งองกรณ์ เช่น ผู้บริหารชั้นท้อป, ฝ่ายHR, ฝ่ายกฏหมาย และแน่นอน ฝ่ายการเงินและบัญชี