แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบบัญชีอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบบัญชีอเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
29/11/60
Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 5
มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )
ข้อนี้สุดท้ายละครับ แต่ไม่ใช่ว่าข้อดีของการเป็น CPA จะมีแค่นี้นะ!
7. โอกาสในการได้มาซึ่ง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอันล้ำค่า CPA License ! ! !
Cr. https://www.shutterstock.com/image-illustration/cpa-certified-public-accountant-word-cloud-575389123?src=Ux7FtAbFxiSfXWwLkKUgDg-2-7
ครับหลายคนอาจงงๆว่า อ้าวออดิทที่เดินดุ่มๆ ตรวจนี่นู่นนั่น ไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพนี้กันทุกคนหรอกหรอ ตอบได้เลยว่า ไม่ใช่ครับ ในทีมออดิทแต่ละทีม จะประกอบด้วยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบงานตรวจสอบ หรือใน Big4 ก็จะเป็นพี่พาทเนอร์ในแยกกันไปในแต่ละบริษัทที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าระดับพาทเนอร์ ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ หรือ CPA นี้แน่นอน(ก็แน่สิครับ เพราะในBig4เหล่านี้ คนที่จรดปากกาเซ็น ก็คือพาทเนอร์ครับ) ส่วนผู้ปฏิบัติงานตามบริษัทลูกค้านั้นๆ ที่เข้าไปฝังตัว อาทิตย์นึงบ้าง เดือนนึงบ้าง จะมีทั้งคนที่มี CPA แล้ว และยังไม่มีครับ(ซึ่งส่วนมากมักจะยังไม่มีนะ)
ใบอนุญาติ CPA นี้กำหนดให้ คนที่จบด้านบัญชีมา ต้องผ่าน "การทดสอบ" จากสภาวิชาชีพบัญชีของไทยครับ ซึ่งล่ำลือ กล่าวขาน อื้ออึง ขนานนามกันว่าโหดมาก โดยจะประกอบไปด้วย 3 วิชาคือ บัญชี, กฏหมาย และการตรวจสอบบัญชีครับ และแต่ละวิชา จะจำแนกย่อยเป็น 1 และ 2 ดังนั้นเบ็ดเสร็จคือ 3 วิชาหลัก 6 ฉบับการสอบครับ (ถ้างงก็เช่น บัญชี จะแตกเป็น บัญชี1 และ บัญชี2 ครับ) ซึ่งออดิทจำเป็นต้องผ่านการสอบทั้ง 6ฉบับนี้ โดยแต่ละฉบับจะมีอายุ 4 ปี ดังนั้น คุณจะต้องทำตัวเหมือนนักวิ่งมาราทอน เมื่อใดที่คุณเริ่มสอบได้ตัวแรก คุณจะต้องอ่านตัวถัดๆไป ในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ ไอ้ตัวแรกที่คุณได้มา มันหมดอายุตายไปสะก่อน (ทางสภาวิชาชีพบัญชี จัดการสอบปีะ 3 ครั้ง) นอกจากการสอบที่ว่านี้แล้ว ยังมีเงื่อนไขอีกอย่างคือ "ต้องทำงานด้านการตรวจสอบ 3ปีหรือ 3,000ชั่วโมง" โอวแม่เจ้า ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่ง CPA License คุณต้องจมปลัก ไม่สิต้องเรียกว่า อยู่ท่ามกลาง การทำงานการตรวจสอบอย่างเบาะๆก็ต้อง 3 ปีครับ เพราะมันเป็นข้อกำหนด นั่นเอง
ปล.ที่จริงแล้วออดิทที่ยังใสๆหรือทำงานไม่ถึง 3 ปี ทางสภาวิชาชีพบัญชี จะเรียกกลุ่มนี้ว่า "ผู้รับการฝึกงาน" ครับ (บอกเฉยๆเป็นความรู้มั้งนะ)
แต่ถามว่า 3 ปีมันนานไปป่าวกว่าจะได้มา (สมมุติว่าคุณสอบผ่านเร็วกว่า 3 ปี) ก็ต้องตอบว่าไม่นานหรอกครับ เพราะ 3 ปีแรกของชีวิตออดิทอย่างที่บอกคุณจะได้เรียนรู้ ได้รับหน้าที่การตรวจสอบ ครบวงจร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของธุรกิจและมันก็มีน้อยคนมากๆ ที่มักจะสอบผ่านทั้ง 6 ฉบับภายใน 3 ปี (แต่เคยเห็นสอบผ่านหมด ภายในปีหรือสองปีแรกก็มีนะครับ) และทางสภาวิชาชีพบัญชี คงเล็งเห็นแหละครับว่าสามปีนี่คือ เบาะๆสุดแแล้วที่จะทำให้ผู้ตรวจสอบทุกท่าน มีความรู้ ความชำนาญที่เพียงพอ ต่อหน้าที่ในการตรวจสอบครับ ดังนั้นแล้วออดิททั้งหลายที่อยู่ในสายงานนี้ก็พยายามที่จะสอบ พยายามที่จะเอาเวลาหลังเลิกงานที่มีอยู่น้อยนิดมาอ่านหนังสือ ซึ่งขอบอกเลยครับว่า ไม่ง่ายแต่ไม่ยาก และคู๋ต่อสู้สำคัญที่สุดของ เกมส์นี้ ไม่ใช่เพียงความหินของข้อสอบ แต่เป็น จิตใจคุณเองนั่นแหละครับที่เป็นคู่ต่อสู้ตัวดี(ก็เราต้องบังคับตัวเองนิเนอะ) เหมือนกับคำกล่าว อ่อนแอก็แพ้ไป ถ้าเอาไหวก็ ...CPA
และคำถามต่อมา อ้าวถ้าได้มาแล้วซึ่ง CPA License + ทำงานในสายงานครบเงื่อนไขแล้ว ผลดีคืออะไร
อันดับแรก แว้บเข้ามาในหัว ออดิทจะสามารถรับรองงบการเงินนั้นๆได้ด้วย ลายเซ็นคุณเอง มันไม่ได้หมายถึงคุณเซ็นกริ๊กๆแล้วจบ แต่แน่นอนคุณจะต้องรับผิดชอบต่องานตรวจสอบ ,ทำงานตามมาตรฐานหรือประกาศนู่นนี่นั่น ให้เหมาะสม ซึ่งในกลุ่ม Big4นั้น กลุ่มพาทเนอร์ทั้งหลายจะเป็นคนเซ็นดังกล่าวนี้ ครับ เท่ปะละ
อันดับสอง CPA สามตัวนี้ จะกลายเป็นพยางค์เท่ๆ ต่อท้ายชื่อคุณไปตลอดชีวิต (หรือจนกว่าคุณไปทำอะไร ไม่ดีเข้าจนถูกเพิกถอน) และใช่แน่นอนว่า เหล่า CPA สามารถพิมพ์สาวตัวอักษรนี้ต่อชื่อคุณในนามบัตร, ท้ายอีเมลล์ หรือในทุกๆที่ที่มีชื่อคุณไปโผล่ โคตรเท่เลยเนอะ นึกดูสิครับผมยื่นนามบัตรให้ครูอนุบาล ระหว่างทางเดินไปหาลูกที่โรงเรียนแล้วมีคำว่า CPA ต่อท้าย ...คุณครูยิ้มปริ และคงมีความคิดว่าคุณนี่เจ๋งจริงๆสำหรับ Certified Papa Accountant ..ไม่ใช่ว้อย
อันดับสาม เพิ่มดีกรีให้การทำงานในตัวคุณ ในมิติ Mobility & Career Prospect ซึงผมมองว่าการได้มาซึ่ง CPA จะทำให้คุณมีดีกรีในการทำงานที่เป็นที่ยอมรับเลยล่ะ เพราะมันเหมือนกับการที่ถ้าเรามีความสามารถ แต่เราไม่มีอะไรมาพิสูจน์ คนที่ไม่รู้จักคุณที่ไหนจะมาเชื่อ (อันนี้ผมพูดตามเบสิคสุดๆ สามาัญชนทั่วไปนะ) และพอคุณได้มาซึ่ง CPA มันก็อารมณ์ว่า การันตี ความสามารถระดับหนึ่งและมานะ วิระยะ ของออดิทคนนั้นๆ ว่าเจ๋งระดับนึงเลย และที่สำคัญคุณสามารถโยกย้ายงาน หรือเลือกสมัครงานที่ใหม่ๆได้ โดยสามารถถูกเรียกสัมภาษณ์ รวดเร็วกว่า ผู้สมัครระดับเดียวกันที่ไม่มี CPA นะ (ผมถามมาจาก HR นะ ไม่ได้คิดเอง) และงานที่ว่ามันไม่ใช่แค่ในประเทศ เพราะทุกประเทศบนโลกที่มีภาคธุรกิจที่สตรอง ฝรั่งเหล่านั้นรู้จัก CPA แน่นอนครับ เพราะบ้านเค้าก็มีเหมือนกันน่ะสิ! (CPA จะทำงานข้ามประเทศไม่ได้นะครับ เพราะเราใช้มาตรฐานต่างกัน และในบางประเทศเช่น อเมริกา CPA จะแบ่งแยกตาม รัฐ ครับ แต่คนไทยสามารถไปสอบเพื่อเป็นCPA ในหลายๆประเทศได้ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย บอกไว้เผื่ออยากรู้วว วู้วว วู้วว)
อันดับสี่ รายได้ที่ค่อนข้างดี! จากข้อบนๆได้กล่าวไปแล้วถึงรายได้ที่สวยงามของเหล่า พาทเนอร์ แต่อย่างไรก็ตามความจริงแล้วมีคนเพียงหยิบมือครับที่จะ อดทน และมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ใน Big4 ได้จนถึงระดับนั้น แต่ยังไงก็นะ ในตำแหน่งรองๆลงมาก็ยังถือว่า เป็นอาชีพที่มีอัตราการ จ่ายตังค์ที่สูงงง เพราะออดิทเพิ่มเงินเดือนกันที เรียกได้ว่าเพื่อนคุณอิจฉาแน่นอน หรือถ้าคุณลาออกมาตั้งบริษัทรับตรวจสอบบัญชีเอง คุณจะกลายเป็นพาทเนอร์ด้วยตัวคุณเอง อย่างทันท่วงที แล้วรายได้ค่าตรวจสอบจะไปไหนได้ล่ะครับ แหม่
อันดับห้า สุดท้ายละนะ คุณจะได้มาซึ่งความน่าเชื่อถือ (A Position of TRUST) ซึ่งมันก็แน่นอนเพราะงานออดิท ต้องรับรองงบการเงิน รวมถึงข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าจัดทำขึ้น ว่ามันโอเค หรือมีอะไรที่จะต้องบอกกล่าวผู้ใช้ข้อมูลนั้นหรือไม่ งานการตรวจสอบนี้จะไม่เพียงแต่แค่งบการเงินนะครับ Big4 บางที่เรียกงานออดิทนี้ว่า Assurance ซึ่งคือการให้ความเชื่อมั่น เห็นมั้ยครับว่ามันกว้างกว่าแค่การตรวจงบการเงิน ตัวอย่างน่ะหรอเช่น ปีที่แล้วกรุงเทพเรามีการจัดงานปั่นจักรยาน คุ้นๆมั้ยครับ บริษัทเหล่านี้ก็ได้รับการว่าจ้างประมาณว่า เออยูวๆ มาช่วยไอคอนเฟิมหน่อยว่า ไอนับจำนวนคนมาปั่นจักรยานถูกต้องป่าว เดี๋ยวไอจะเอาไปลงกินเนสบุ๊ค อะไรประมาณนี้ นั่นแหละครับ ถึงบอกว่า CPAจะทำให้ข้อมูลต่างๆ ดูสตรองขึ้นมาและส่งผลไปยัง CPA เหล่านั้นให้มีภาพลักษณ์ที่ เวรี่เรสเปค นั่นเอง
นั่นแหละครับทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จะเป็นภาพในแง่ สว่าง ของการทำงานออดิท ที่ผมอยากนำมาแชร์ว่ามันไม่ได้แย่ไปกว่าด้าน ดาร์คๆ ที่หลายๆคนชอบโพสต์ในเฟซบุ๊ค หรือเพื่อนคุณชอบมาบ่นให้ฟังว่ามันทรหดแค่ไหน งานนี้ถือเป็นงานวิชาชีพซึ่งไม่ใช่ใครไหนมานั่งแล้วทำเป็นนะครับ นอกจากเรามีมาตรฐานที่เป็นตัวบทกฏหมายให้เดินตาม สิ่งสำคัญของวิชาชีพนี้คือ จรรยาบรรณ ที่ออดิททุกคนจะตอกหมุดฝังลงไปในใจ เช่นการรักษาความลับของลูกค้า, การรับผิดชอบต่องานให้เสร็จแม้จะลำบากหรือ การอัพเดทความรู้เชิงวิชาการให้ใหม่ตลอดเว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้านดาร์ค ๆ ในการเป็น ออดิทหรือCPA มันก็มีครับ และผมเชื่ออย่าง"สมเหตุสมผล" (ศัพท์ที่ชาวออดิทใช้กัน) ว่าความดาร์คมันมีในทุกอาชีพ ทุกๆระดับงานไม่ว่าจะพนักงานปกติ หรือผู้บริหารชั้นฟ้า แต่สิ่งที่ จะพยุง ดึงรั้ง ให้เราเดินต่อในสายงานเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเนี่ย อันดับแรกคุณต้อง ..ศรัทธา.. ในงานคุณก่อนครับ(ตัวผมนะ คนอื่นไม่รู้เป็นไง) เพราะพอคุณศรัทธาแล้ว ไม่ว่าจะดาร์คแค่ไหน ปัญหามะรุมมะตุ้มขนาดไหน เราจะเอาตัวรอดได้ และ Solution มาจะตามมาเสมอๆ
ขอบคุณมากเหลือเกินครับที่ติดตามอ่าน
และขอบคุณเพื่อนร่วมวิชาชีพหลายท่านที่สร้างคอมเมนท์ ที่ผมว่ามีประโยชน์มากกว่าบทความก๊งๆของผมซะอีก
รวมถึงอินบอคซ์เข้ามาเยอะมากกว่าที่คาด จากทั้งนิสิต คนที่สนใจ ขอบคุณมากครับแล้วจะตอบให้อย่างเร็วฝุดๆ
สงสัยหรืออยากให้แนะนำอะไรเม้ท์หรืออินบอคซ์ได้นะครับ จะตอบด้วยความเต็มใจครับ
24/11/60
Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 3
มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )
5. เวลาการทำงาน Kod Flexible ! (Kod = Very in Thai)
Cr pic . managersdigest.co.uk
ก่อนอื่น Flexible แปลว่า ยืดหยุ่น หลวมๆ หยวนๆ นะครับ และใช่ครับผมว่าข้อนี้ชาวออดิท หรือคนที่เคยทำงานด้วย มักจะรู้กันดีว่าเวลาการทำงาน (Working Hours) ของออดิทนั้น คือ..... คือเมื่อไหร่แน่ ก็เพราะว่าออดิท (มักจะ) ไม่มีการตอกบัตรเข้าออก หรือฉันต้องรีบตื่นตีห้า มาออฟฟิต 8.298 น. เพื่อทำการแตะบัตรให้ทัน 8.30น คุณจะไม่พบอะไรแบบนี้ที่สำนักงาน สอบบัญชีครับ (เท่าที่ผมทราบมานะ) แต่เรา(ขออนุญาตใช้เรา = ออดิท) จะยึดว่า "งานต้องเสร็จ" และ "ความรับผิดชอบนี่เองที่ทำตัวเป็นนาฬิกาให้เราครับ"
อย่างไรก็ตามคำว่าไม่มีเวลาเข้าออกอย่างเป็นทางการ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะตื่น จะเริ่มงานตามใจเฉิ่มแฉะได้ เพราะออดิทจะทำงานโดยแบ่งเป็นทีมๆ (มีตั้งแต่ 2-20คนหรือมากกว่า ตามขนาดหรือความซับซ้อนของลูกค้าที่เข้าตรวจ) ดังนั้นการที่คุณจะมาสายมากเกินควร ก็คงจะไม่ดีตราบใดที่เรายังมี ความแคร์เพื่อนร่วมงานในทีมเนอะ ซึ่งปกติเนี่ยผมก็มักจะถึงออฟฟิตลูกค้าที่เข้าตรวจประมาณ 9.15น (ที่จริง 9.30น. แต่คิดว่าสิบห้านาทีทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาหน่อย) ซึ่งคิดว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ออดิทมักจะเริ่มงานกันนะครับ เพราะบางท่านๆ ก็เข้างานประมาณ 11 โมงก็มี หรือที่พีค เท่าที่เคยทราบคือ บ่าย2 ครับ ครับ 2pm!
แต่การที่ออดิทเข้างาน สายในสายตาบางท่าน มันแฝงด้วยเหตุผล (เราเรียกว่าเหตุผลนะ อิอิ) คือถ้าสมมติว่าลูกค้ารายนั้นๆ เริ่มงาน 8 โมงเช้าโดยปกติ แล้วออดิทเข้างาน 8 โมงเช้าเท่ากัน ผลคืออะไรน่ะหรอครับ กลายเป็นว่าลูกค้าไม่ได้ทำงานของตัวเองในช่วงแรกเลย (ใครพอคลุกคลีจะทราบว่า ช่วงออดิทเข้าตรวจ เค้ามักจะไป วนเวียน ระบบงานปกติของคุณ) และทำให้การเข้างานเช้าของออดิทนั้น ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาครับ อย่างไรก็ตามบางบริษัท ก็มักจะ กำหนดกฏเกณฑ์มาเลยว่า ออดิท ต้องเริ่มและ เลิกพร้อมกับเวลาทำงานของบริษัท ซึ่งนั่นก็ช่วยไม่ได้จริงๆครับ ถ้าออดิทจะไปสวัสดีคุณบ่อยๆ เพื่อที่จะขอเอกสารให้ทำงานทัน ตามเวลาของเรา
"ดีมากๆเลยล่ะสิ เข้ากี่โมงก็ได้ สบายจัง" กำลังคิดแบบนี้กันใช่มั้ยครับ ซึ่งมันก็ถูกและไม่เถียง แต่เพื่อนๆวนกลับไปดูว่า นาฬิกาของเราคือความรับผิดชอบว่างาน "ต้องเสร็จ" ดังนั้น เมื่อมันไม่มีการกำหนดเวลา เริ่มต้นตายตัว.. เวลาเลิก มันก็ไม่ตายตัวเช่นกันครับ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับ ความซับซ้อนธุรกิจ, ความพร้อมของเอกสาร, มุมมองของลูกค้าต่อออดิท รวมถึงความสามารถของออดิทเองด้วย ที่จะเป็นหลายปัจจัยที่กำหนดว่า ลูกค้ารายนั้นๆ เราจะเริ่ม เลิก กันกี่โมงด้วยครับ
และเนื่องจาก ออดิท "มัก" เริ่มทำงานโดย สายกว่า เวลาปกติของพนักงานออฟฟิตทั่วไป ดังนั้นมันก้เหมือนมี กฏที่เรารู้สึกกันเองด้วยจิตวิญญาณ (คือ ความรู้สึกอะครับ) ว่าเราควรกลับบ้านเลทหน่อยนะ เพราะวันนี้เรามาช้า หรือบางทีเราก็ไม่รู้สึกครับ เพราะงานมันเสร็จก่อนเวลา เราก็พร้อมที่จะเข้างานประมาณ 10 โมงเช้า และกลับบ้านเวลาเดียวกับลูกค้า ประมาณ 5 โมงเย็น แม้ว่าคุณลูกค้าจะเริ่มงานก่อนก็ตาม งงมั้ยครับว่าตกลง ออดิท รู้สึกหรือไม่รู้สึก ผมก็งงครับ 555 คือมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วยครับเช่น เรามั่นใจว่างานที่ทำเสร็จทันเวลา / คุณลูกค้าเข้าใจเรา / เพื่อนร่วมทีมไม่คิดว่าการกลับก่อนเป็นการหักหามน้ำใจ หรือการกลับบ้านดึกไปเป็นการแสดงเพาเวอร์ที่ไม่เหมาะสม หลายปัจจัยจริงๆครับ
Cr. pic > https://www.flexjobs.com/jobs/telecommuting-jobs-at-google
และความ หลวมๆ ของเวลานี่เองที่ทำให้ ออดิทสามารถจัดการเวลา ( Time Management) ด้วยตัวเองได้ด้วยความรับผิดชอบที่มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น ถ้าทำไม่เสร็จเราก็ต้องยอมที่จะนำเวลาในวันหยุด มาทำงานให้เป็นไปตาม "ต้องเสร็จ Basis" หรือในกรณีที่งานตรวจสอบของลูกค้า รายหนึ่ง ขออนุญาตยกตัวอย่างจริงของผม เลยละกันครับเพื่อความสมจริงสมจัง ว่า ลูกค้ารายนั้นเป็น โรงแรม 5 ดาวตั้งอยู่ติดหาดไม้ขาวที่ภูเก็ต และทีมมีความคุ้นเคยกับลูกค้า (เคยตรวจมาก่อนแล้วครับจึงเข้าใจภาพรวม) และลูกค้ามองออดิทในทัศนคติที่ดี ทำให้เวลาขอเอกสารหรือ สอบถามสิ่งที่สงสัย เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ผลคือ ทีมเราเริ่มทานอาหารเช้า (ถ้าตรวจสอบกิจการโรงแรม ออดิทมักจะได้ทานอาหารเช้าบุฟเฟ่ และพักในโรงแรมนั้นๆครับ) ของโรงแรม 5 ดาวนั้นเหมือนแขกคนหนึ่งทุกวันเวลา 8.45 - 9.20น (ประมาณนะ) และ ทีมเราจะเลิกงานก่อน 6 โมงเย็นเพื่อดูพระอาทิตย์ หย่อนตัวลงอันดามัน ครับ เป็นไงล่ะครับ แต่การ บริหารเวลานั้นยังรวมไปถึง ออดิทสามารถจะไปลง เรียนปริญญาโท ตอน 6 โมงเย็น ถึง สามทุ่มแล้วทำ thesis ต่อถึงตีสาม แล้ววันรุ่งขึ้น ตื่น 10 โมงมาทำงาน เที่ยง ก็เป็นไปได้เสมอ ตราบเท่าที่คุณบริหารเวลาของตัวเองได้ครับ
ปล ยังมีอีกหลายมุมมองในการบริหารเวลาของเหล่า ออดิทนะครับ เช่น จัดสรรเวลาไป เล่นฟิตเนสให้ล่ำๆ / อ่านหนังสือเพื่อสอบใบอนุญาต CPA หรือ แม้แต่นัดแฟนครับ
14/9/60
ผู้สอบบัญชี สหรัฐอเมริกา : CPA USA
Creditรูปภาพ : http://www.npmestory.com/2014/08/cost-per-action-cpa.html
นอกจากหลายท่านในประเทศไทย จะคุ้นชื่อหรือ คุ้นกับคำว่า ผู้สอบบัญชี หรือ CPA ในวงการบัญชีในบ้านเราแล้ว ในต่างประเทศ (แทบทุกประเทศ) ก็มีกลไกการควบคุม การจัดทำบัญชีในลักษณะเดียวกันคือมี ผู้ทำ และ ผู้สอบ
สหรัฐอเมริกา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นแม่ใหญ่ของ วิชาชีพบัญชี และมีองกรณ์ที่มักคุ้นหู้สำหรับนักบัญชีอย่างเราเช่น AICPA สถิตอยู่ ในการเป็นผู้สอบบัญชี ของประเทศอเมริกานั้น ก็มีการกำหนดให้มีการ ฝึกงานเก็บชั่วโมง และจัดสอบคล้ายๆกับประเทศไทย และที่สำคัญคือ คนไทยสามารถกลายเป็น ผู้สอบบัญชีอเมริกาได้
ในสหรัฐฯ นั้นเงื่อนไขของการเข้าสอบ CPA จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ รัฐ นั้นๆที่คุณต้องการไปสอบ อย่างไรก็ตามเงื่อนไข กว้างๆ ที่คล้ายคลึงกันมักจะกำหนดให้ผู้สอบ
1. มีวุฒิการศึกษาด้านบัญชี
Credit รูป : http://www.limitstogrowth.org/articles/2012/05/25/census-over-half-of-asians-in-us-have-college-degrees-mexicans-only-9-1-percent/
บางทีกำหนดปตรี บางที่นับชั่วโมงที่เราเรียนมาว่าเข้าเงื่อนไขไหม ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่คนไทยส่วนมากที่ไปเรียน บัญชี เป็นปริญญาโทที่อเมริกา สามารถเข้าสอบ CPA ได้ และนี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่คนไทยจำนวนหนึ่งเลือกที่จะไปเรียน โทบัญชี ที่อเมริกา อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกๆ ปริญญาโทด้านบัญชี สามารถเข้าสอบได้เลย คุณต้องตรวจสอบเงื่อนไข ของแต่ละรัฐอย่างที่บอก
เรียนไทยอย่างเดียว สามารถเข้าสอบได้หรือไม่ ...เท่าที่ผ่านมาผมไม่เคยเจอ และคิดว่าไม่ได้ ถึงแม้ได้ คุณก็สอบไม่ได้เพราะมีวิชาสอบเกี่ยวกับ กฏหมายของอเมริกาอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องเรียน และวิธีการของคนที่เรียนโทจกไทยไป แล้วอยากไปสอบ CPA US ก็คือไปลงเรียนเพิ่มใน วิทยาลัย หรือ College ท้องถิ่นเพื่อให้ครบชั่วโมงที่รัฐนั้นๆกำหนด
อย่างไรก็ตาม อันดับแรกที่แนะนำถ้าคุณมีปริญญาโทจากไทยก็คือ สมัครสอบเลย ถ้าทางรัฐวิเคราะห์ Transcript คุณแล้วให้สอบ นั่นก็แปลว่าสอบได้นั่นเอง
2. ชั่วโมงการฝึกหัดงาน
credit รูป : http://wapakymca.org/index.php?src=gendocs&ref=HoursofOperation&category=aboutus
คล้ายกับไทยที่สภาวิชาชีพบัญชี กำหนดให้ ผู้สอบบัญชีไทยต้องมีการฝึกหัดงานด้านการสอบบัยชี อย่างน้อย 3 ปีและ 3,000 ชั่วโมง ในขณที่อเมริกา ก็มีการกำหนดเช่นกัน และต่างกันในแต่ละรัฐอีก แต่เท่าที่เคยอ่านมา จะน้อยกว่าที่ไทย โดยจะอยู่ที่ประมาณ 1,000hrs หรือประมาณ 1 ปีโดยต้องเป็นการทำงาน หรือฝึกงานโดยมีผู้สอบบัญชีที่อเมริกา กำกับ นั่นเอง
การที่จะหาที่ฝึกงานกับผู้สอบบัญชีในอเมริกาในแต่ละรัฐ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าเราถือ ปริญญาจากไทย หรือแม้แต่มี CPA Thailand ไปด้วย เพราะปัจจัยที่มากกวก่านั้นคือ ความรู้ทางบัญชีและที่สำคัญคือภาษีในแต่ละรัฐที่ต่างจากไทยแน่นอน รวมถึง ระดับภาษา เพราะอาชีพนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้อง Contact กับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมทีม อยู่มากทีเดียว
การเลือกเรียนในระดับ University มหาลัย หรือ วิทยาลัย College ก็มีส่วนต่างในการได้รับงานต่อ โดยหลายๆบริษัทใหญ่ๆที่มีชื่อเสียง มักรับนิสิต นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยชั้นต้น ยิ่งเป็นมหาลัยในเมืองใหญ่ ยิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมทำงานในบริษัทใหญ่ไปด้วยเป็นเงาตามตัว ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจไปเรียนต่อ หรือลงคอร์สเพิ่มเติมเพื่อเข้าสอบ CPA US คุณต้องตระหนักถึง จุดหมายปลายทางข้อนี้ด้วย
3.สอบ 4 วิชา
การสอบ CPA US จะตัดเกณฑ์ผ่านที่ 75% ในขณะที่ไทย ทางสภาวิชาชีพกำหนด 60% คือผ่าน แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูจากสถิติ (ผมจำ resourceไม่ได้นะ โทษทีครับ) อัตราการผ่านของไทย ยากกว่ามาก เทียบได้ประมาณ 1% ของนิสิตที่จบใหม่ในแต่ละปี
วิชาที่ใช้สอบมี 4 วิชาสำหรับ CPA US :
> Financial accounting : FAR
เป็นการทดสอบเกี่ยวกับพวก มาตรฐานการบัญชี (คงคล้ายๆบัญชี 1 /2 ของไทย) โดยอิงจาก US GAAP/ IFRS โดยสอบ 4 ชั่วโมง มีทั้งช้อยท์ และเขียน
> Regulation : REG
มันคือวิชา ภาษี ดีๆนี่เองทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล (ก็คงเป็น กฏหมาย 1 /2 ของบ้านเรา) มีทั้งช้อยท์ และเขียน แต่วิชานี้สอบ 3 ชม เท่านั้น
>Auditing and attestation : AUD
ก็คือวิชาการสอบบัญชี รวมถึง จรรยาบัญด้วยนะ ก็เป็นวิชาที่ต้องอ่านและ ใช้ความรู้จากประสบการณ์ทำงานอยู่พอตัว มีทั้งช้อยท์ และเขียนเช่ยเดียวกัน
> Business : BEC
วิชานี้จะเน้น บัญชีต้นทุนรวมถึง ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจเช่น หุ้น หลักทรัพย์ เป็นช้่อยสะส่วนมาก (75-8-%) แต่การเขียนก็ต้องมีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผมไม่มั่นใจ ไกด์ไล ในการเขียนวิชานี้นะครับ คุณอาจต้องถามเพื่อนร่วมขชั้น (ถ้าเรียนอยู่เมืองนอก) ว่าต้องเขียนอย่างไรเพราะ วิชานี้ใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจการเขียน (ถ้าเปลี่ยนแล้ว ก็แจ้งกันได้)
ดังนั้นจะเห็นว่า พื้นฐานวิชาการสอบ ไม่ได้ต่างไปจากของ ไทย เราเลยมีแค่วิชา BEC ที่แยกออกมา (ไทยมี บัญชี กฏหมาย และสอบบัญชี ทั้งสิ้น 3 วิชา) แต่ผมมองว่าไอ้วิชา BEC มันก็ถูกซึมอยู่ในแต่ละวิชาของไทยพอสมควรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สำหรับพื้นฐานวิชา บัญชี และสอบบัญชี แต่คงต้อง อ่านเพิ่มเติมสำหรับกฏหมายของฝรั่ง และต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษกันมากๆ
4. การเก็บชั่วโมง ฝึกฝนความรู้ เมื่อเป็นผู้สอบบัญชีแล้ว
ทาง CPA US ก็มีการกำหนด ให้ผู้สอบบัญชี อเมริกา ต้องมีการ อัพเดท อบรม ความรู้ โดยกำหนดที่ 80 Hrs/ 2 years นะ ซึ่งก็เกือบๆ ค้ลายเรา เพราะทางสภาเราเพิ่งจะเพิ่มให้ CPA ไทยต้องอบรมที่ 40 ชั่วโมงต่อปี อย่างไรก็ตามขอยังไม่พูด ณ จุดนี้มาก เพราะมันคงเป็นเรื่อง .จิ้บๆ. ถ้าคุณสามารถสอบผ่าน CPA ทั้งสี่วิชาได้แล้ว
สรุปสิ่งที่อยากแนะนำ
+ ต้องเลือกสถาบัน หลักสูตรในการเรียนต่อ ทั้งปโท หรือเรียนเพื่อเก็บชั่วโมงเพื่อสอบ CPA US ดีๆ เพราะมีผลต่อการหางาน
+ ถ้าคุณแม่นหลักการบัญชี การสอบบัญชีที่ไทยไป ไม่ต้องกลัวเพราะ เนื้อหาที่เราเรียนๆกันโดยเฉพาะ นิสิตที่จบมาใหม่ๆ แทบจะเป็นเนื้อเดียวกันทั้งโลก (อิง IFRS) แต่ต้องเพิ่ม English skill ให้แน่น
+ CPA สหรัฐทำเงินได้ประมาณ 50k-300k USD / year นี่ก็น่าสนใจ แต่ CPA ไทยเราก็ใช่ว่าขะทำเงินได้น้อย ชั่งใจดีๆถ้ามองแค่เรื่องเงิน ว่าคุ้มมั้ย ใช่เป้าหมายเราหรือไม่
+ มีอีกหลายๆประเทศที่เคยเห็นผู้สอบบัญชี เป็นคนไทย เช่น ออสเตรเลีย ที่นิยมไปกัน
+ ถ้าคุณไปได้ ก็อย่าลืมกลับมาพัฒนาประเทศไทยเราด้วย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนะ
Link ที่แนะนำให้เข้าไปดู เช่น Qualification ของแต่ละรัฐ https://nasba.org/products/nasbainternationalevaluationservices
ขอให้โชคดีนะครับ
#WhollyHall
14 September 2017
ป้ายกำกับ:
ตรวจสอบบัญชี,
ผู้สอบบัญชี,
สอบบัญชีอเมริกา,
Auditor,
CPA,
CPA อเมริกา,
CPA exam,
CPAUS
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






