แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้สอบบัญชี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้สอบบัญชี แสดงบทความทั้งหมด

20/11/61

รวมหลักสูตร เรียนบัญชี (Accounting) ในอเมริกา (ฉบับคร่าวๆ) by P’Mary Jojo

พอดีผมเห็นบทความของพี่ Mary Jojo เขียนไว้เกี่ยวกับการเรียนบัญชีในอเมริกา แล้วเห็นมีหลายคนสนใจเลยนำมาให้อ่านกันเผื่อเป็นแนวทางครับ ขอบคุณพี่ Mary Jojo ที่อนุญาตให้นำมาแบ่งปันมากๆครับ



รวมหลักสูตร เรียนบัญชี (Accounting) ในอเมริกา (ฉบับคร่าวๆ)
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อาชีพนักบัญชี ก็คล้ายๆวิชาชีพบางสายงาน เช่น พยาบาล หมอ ทนายความ ที่มันแบ่งเป็นความสามารถเฉพาะทางย่อยไปอีกนะคะ ไม่ใช่หลักสูตรครอบจักรวาล หรือเก่งทุกarea ยกเว้นจะไปลงเรียนเพิ่มมันทุกarea ตย.เช่น หมอ ก็มีหมอเฉพาะทาง หมออายุรศาสตร์ หมอสู หมอผ่าตัดยังแบ่งเป็นผ่าตัดส่วนไหนของร่างกาย ผ่าตัดเพื่อสุขภาพรึผ่าเพื่อเสริมความงาม บัญชีก็เช่นกัน แบ่งเป็นเฉพาะทางไปอีก เช่น ทำภาษี audit bookkeeping payroll ก็ว่ากันไป เวลาที่คุณคิดว่าอยากเป็นนักบัญชี จะเรียนอะไร ยังไง ก็ต้องมาดูเป้าหมายก่อนค่ะ ว่าคุณต้องการอะไร อยากทำบัญชีด้านไหน จะได้แพลนถูก แต่ถ้ายังเลือกไม่ได้ ให้ลงเรียนวิชาพื้นฐานไปก่อน และค้นหาตัวเองให้เจอ ยิ่งเจอเร็วยิ่งดีกับตัวเอง
Degree & certificate ของบัญชีมีเยอะค่ะ จะแบ่งเป็นข้อย่อยๆให้ อย่าลืมว่า ลงทุนไปมากได้มาก ลงทุนน้อยได้น้อยนะคะ ถ้าลงเรียนแค่คอร์สสั้นๆ เอาแค่ certificate ก็จะไปเทียบรายได้ หรือโอกาสในการหางานเท่ากับคนที่จบตรี จบโท ไม่ได้นะคะ
ไม่เคยมีพื้นฐานบัญชีเลย ก็เรียนบช.ได้ ไม่เก่งเลขก็เรียนได้ ขอแค่ บวกลบคูณหาร เป็น ที่เหลือ คอมคิดให้เราค่ะ
1) certificate เป็นคอร์สสั้นๆ เรียนไม่วิชา ใช้เวลาไม่กี่เดือน เช่นเทอมเดียว (3-4ด) ก็ได้ใบเซอร์ไปหางานได้ค่ะ เช่น bookkeeping, payroll, tax preparer, accounting assistant เป็นต้น
คอร์สพวกนี้สามารถหาเรียนได้ตาม community college ค่ะ ราคาจะไม่แพง ส่วนมากเรียนแค่ 1-2เทอม ก็จบ มีอีกที่คือ HR block เรียน tax จบแล้วสมัครงานกับเค้าได้เลย
2) associate degree in accounting เรียน 60 semester units ค่ะ เปิดสอนตาม community college ถ้าลงเรียน full time ใช้เวลา 2ปี จบแล้วหางานได้เลยเช่นกัน และสามารถต่อยอดไปเรียนต่อจนจบ ป.ตรีค่ะ
3) bachelor degree in business/accounting เรียน 120 semester units ค่ะ เปิดสอนตาม university จะเริ่มลงเรียนจากปี1เลยก็ได้ แต่จะลง2ปีแรกที่ community college ก็ได้ แล้ว transfer มาเรียนต่ออีก 2ปี วิธีนี้จะประหยัดเงินกว่า และเราสามารถมี associate degree มากอดรอก่อนได้ (แต่associate degreeที่ได้ อาจไม่ใช่ AS accounting อาจเป็น AS business เพราะวิชาที่จะใช้โอน จะเป็นพื้นฐานbusinessค่ะ กรุณาตรวจสอบรายวิชากับสถาบันที่คุณจะเรียน)
ข้อควรระวังสำหรับคนที่จะ transfer ให้เทียบคลาสที่จะลงเรียนให้ดี ว่าต้องเรียนอะไรที่ต้นทาง ที่ปลายทางยอมรับเทียบโอน เงื่อนไขอะไรยังไง ต้องคุยกับ counselor ให้ดีนะคะ ลงผิด เสียเวลาและเสียเงินเปล่าๆ
การเรียน CC vs university เคยเขียนแชร์แล้ว ลองหาอ่านดูค่ะ
ป.ตรี บางมหาลัยจะมีเมเจอร์ให้เลือก เช่น accounting (general), accounting information system (ไม่แน่ใจว่าที่ไทยเรียกบัญชีคอมรึเปล่า), cooperate accounting (เรียนfinance กับ accounting)
4) master degree (30 semester units) อันนี้จะเริ่มเฉพาะทางละ เช่น master in accountancy or master in taxation เป็นต้น มักเรียนกัน 1-2ปี แล้วแต่หลักสูตรค่ะ ไม่แนะนำให้เรียน MBA ธรรมดา เพราะมันกว้างไป เวลาสมัครงาน คุณจะสู้คนที่เรียนเฉพาะทางไม่ได้
ปกติแล้วต้องสอบเอาคะแนน GRE/GMAT และสำหรับคนที่จบตรีจากนอกเมกา ต้องสอบ toefl or ielts (รายละเอียดเช็คตรงสถาบันที่คุณจะเรียน)
คนที่จบตรีมาจากไทย หรือจบตรีมาจากไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะจบเอกอะไรมา ก็สามารถมาต่อยอดเรียนโทบช.ได้ค่ะ ถ้าจบตรีอย่างอื่นมา ต้องลงเรียนวิชาบช.เพิ่ม
5) phd in accounting ก็มีค่ะ แต่เราไม่เคยศึกษารายละเอียด
มาว่าด้วยเรื่อง license ต่างๆของ accounting บ้าง มีหลายตัวให้เลือกนะคะ เช่น CMA, CISA, enroll agent เป็นต้น แต่ที่คนรู้จักอย่างกว้างขวางและนายจ้างให้ความสำคัญมากกว่า มีโอกาสมากกว่า คือ CPA
Qualification ของ CPA ให้หาอ่านรายละเอียดในรัฐที่คุณจะสอบนะคะ แต่หลักๆเลย คือต้องมีวุฒิขั้นต่ำป.ตรี และต้องมีอย่างน้อย 150 semester units คุณอาจสงสัยว่า อ้าว จบป.ตรี เรียนแค่120unitเอง แล้วจะเอา 30unit มาจากไหน อันนี้มีให้เลือกค่ะ เช่น 1) ต่อโทค่ะ 30unit พอดี 2) เรียน minor อะไรก็ได้ ตอนเรียนป.ตรี 3) เรียนอะไรเพิ่มก็ได้ แต่อย่าลืมว่าก่อนจะใช้คำว่า "เรียนอะไรก็ได้" คือคุณได้ลงวิชาบังคับที่ต้องมีครบหมดแล้วนะคะ จะไปเรียนเพิ่มใน community college ก็ได้ ประหยัดเงินกว่า
รายละเอียดหลักสูตร ค่าเรียน จิปาถะ คุณต้องเช็คเองจากท้องที่ที่คุณอยู่ เวลาค้นนะคะ
- google หาที่เรียนก่อน เช่น หา community college ใกล้บ้าน
- จากนั้นเข้าไปในเวปของคอลเลจ แล้วหาหัวข้อ "degree and certificate accounting"
- อยากสมัครเรียน เอาอะไรบ้าง? ต้องสอบอะไรบ้าง? จะเทียบวุฒิจากไทยทำไง? ----> qualification แต่ละสถาบันต่างกัน ตอบให้ไม่ได้ค่ะ คุณต้องเช็คตรงกับสถาบันที่คุณสนใจโดยตรงค่ะ เค้าจะให้คำตอบที่ดีที่สุดกับคุณค่ะ
- พอได้คอร์สที่สนใจ ก็เช็คค่าเทอม เข้าไปในหัวข้อ "tuition and fee" ค่ะ
คนที่อยากได้งานกับ big 4 accounting firm ต้องจบขั้นต่ำ ป.ตรี และ qualify to be a cpaค่ะ คือถ้าจบตรี ก็ต้องมี 150unitแล้ว ไม่งั้นต้องจบโท
สำหรับ Big4 นะคะ จบตรีกับจบโท อาจstart เงินเดือนไม่เท่ากัน แต่มันไม่ต่างมาก แล้วมันจะไปสูสีกันหลังจากทำงานไปสักพัก (เห็นว่า 1-2ปี) สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การมี cpa licenseค่ะ
ขอคร่าวๆก่อนตามนี้นะคะ หวังว่าจะพอเริ่มจับทางได้ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอาชีพอะไร จะเรียนอะไรดี บัญชีก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ เราเคยคำนวนเล่นๆ ค่าเทอมทั้งหมดที่เรียนไป ทำงานไม่ถึงปี ก็ได้ทุนคืนค่ะ เราเรียนสถาบันของรัฐ ไม่แพง และได้งานรอก่อนจบ ไม่ต้องเตะฝุ่นหางาน ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับเราค่ะ
*****ฝากนะคะ คนที่คิดแค่คิดว่า จะเรียนอะไรดี ที่เรียนง่าย จบเร็ว หางานง่าย --> there is no such thing without your effort ค่ะ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆถ้าไม่พยายามค่ะ *****
ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วมีคำถามเพิ่มถามได้ค่ะ ถามตรงนี้เลยนะคะ "งดตอบหลังบ้าน" เพราะต้องตอบคำถามคล้ายๆกันหลายรอบๆ ตอบตรงนี้ คนอื่นได้อ่านด้วย
(งดตอบคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณยัง"ไม่ได้อ่าน" - ขอบคุณค่ะ)

29/11/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 5


มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )

ข้อนี้สุดท้ายละครับ แต่ไม่ใช่ว่าข้อดีของการเป็น CPA จะมีแค่นี้นะ!



7. โอกาสในการได้มาซึ่ง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอันล้ำค่า  CPA License ! ! !

Cr. https://www.shutterstock.com/image-illustration/cpa-certified-public-accountant-word-cloud-575389123?src=Ux7FtAbFxiSfXWwLkKUgDg-2-7



ครับหลายคนอาจงงๆว่า อ้าวออดิทที่เดินดุ่มๆ ตรวจนี่นู่นนั่น ไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพนี้กันทุกคนหรอกหรอ ตอบได้เลยว่า ไม่ใช่ครับ ในทีมออดิทแต่ละทีม จะประกอบด้วยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนรับผิดชอบงานตรวจสอบ หรือใน Big4 ก็จะเป็นพี่พาทเนอร์ในแยกกันไปในแต่ละบริษัทที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าระดับพาทเนอร์ ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ หรือ CPA นี้แน่นอน(ก็แน่สิครับ เพราะในBig4เหล่านี้ คนที่จรดปากกาเซ็น ก็คือพาทเนอร์ครับ) ส่วนผู้ปฏิบัติงานตามบริษัทลูกค้านั้นๆ ที่เข้าไปฝังตัว อาทิตย์นึงบ้าง เดือนนึงบ้าง จะมีทั้งคนที่มี CPA แล้ว และยังไม่มีครับ(ซึ่งส่วนมากมักจะยังไม่มีนะ)



ใบอนุญาติ CPA นี้กำหนดให้ คนที่จบด้านบัญชีมา ต้องผ่าน "การทดสอบ" จากสภาวิชาชีพบัญชีของไทยครับ ซึ่งล่ำลือ กล่าวขาน อื้ออึง ขนานนามกันว่าโหดมาก โดยจะประกอบไปด้วย 3 วิชาคือ บัญชี, กฏหมาย และการตรวจสอบบัญชีครับ และแต่ละวิชา จะจำแนกย่อยเป็น 1 และ 2 ดังนั้นเบ็ดเสร็จคือ 3 วิชาหลัก 6 ฉบับการสอบครับ (ถ้างงก็เช่น บัญชี จะแตกเป็น บัญชี1 และ บัญชี2 ครับ) ซึ่งออดิทจำเป็นต้องผ่านการสอบทั้ง 6ฉบับนี้ โดยแต่ละฉบับจะมีอายุ 4 ปี ดังนั้น คุณจะต้องทำตัวเหมือนนักวิ่งมาราทอน เมื่อใดที่คุณเริ่มสอบได้ตัวแรก คุณจะต้องอ่านตัวถัดๆไป ในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ ไอ้ตัวแรกที่คุณได้มา มันหมดอายุตายไปสะก่อน (ทางสภาวิชาชีพบัญชี จัดการสอบปีะ 3 ครั้ง) นอกจากการสอบที่ว่านี้แล้ว ยังมีเงื่อนไขอีกอย่างคือ "ต้องทำงานด้านการตรวจสอบ 3ปีหรือ 3,000ชั่วโมง" โอวแม่เจ้า ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่ง CPA License คุณต้องจมปลัก ไม่สิต้องเรียกว่า อยู่ท่ามกลาง การทำงานการตรวจสอบอย่างเบาะๆก็ต้อง 3 ปีครับ เพราะมันเป็นข้อกำหนด นั่นเอง
ปล.ที่จริงแล้วออดิทที่ยังใสๆหรือทำงานไม่ถึง 3 ปี ทางสภาวิชาชีพบัญชี จะเรียกกลุ่มนี้ว่า "ผู้รับการฝึกงาน" ครับ (บอกเฉยๆเป็นความรู้มั้งนะ)



แต่ถามว่า 3 ปีมันนานไปป่าวกว่าจะได้มา (สมมุติว่าคุณสอบผ่านเร็วกว่า 3 ปี) ก็ต้องตอบว่าไม่นานหรอกครับ เพราะ 3 ปีแรกของชีวิตออดิทอย่างที่บอกคุณจะได้เรียนรู้ ได้รับหน้าที่การตรวจสอบ ครบวงจร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของธุรกิจและมันก็มีน้อยคนมากๆ ที่มักจะสอบผ่านทั้ง 6 ฉบับภายใน 3 ปี (แต่เคยเห็นสอบผ่านหมด ภายในปีหรือสองปีแรกก็มีนะครับ) และทางสภาวิชาชีพบัญชี คงเล็งเห็นแหละครับว่าสามปีนี่คือ เบาะๆสุดแแล้วที่จะทำให้ผู้ตรวจสอบทุกท่าน มีความรู้ ความชำนาญที่เพียงพอ ต่อหน้าที่ในการตรวจสอบครับ ดังนั้นแล้วออดิททั้งหลายที่อยู่ในสายงานนี้ก็พยายามที่จะสอบ พยายามที่จะเอาเวลาหลังเลิกงานที่มีอยู่น้อยนิดมาอ่านหนังสือ ซึ่งขอบอกเลยครับว่า ไม่ง่ายแต่ไม่ยาก และคู๋ต่อสู้สำคัญที่สุดของ เกมส์นี้ ไม่ใช่เพียงความหินของข้อสอบ แต่เป็น จิตใจคุณเองนั่นแหละครับที่เป็นคู่ต่อสู้ตัวดี(ก็เราต้องบังคับตัวเองนิเนอะ) เหมือนกับคำกล่าว อ่อนแอก็แพ้ไป ถ้าเอาไหวก็ ...CPA



และคำถามต่อมา อ้าวถ้าได้มาแล้วซึ่ง CPA License + ทำงานในสายงานครบเงื่อนไขแล้ว ผลดีคืออะไร
อันดับแรก แว้บเข้ามาในหัว ออดิทจะสามารถรับรองงบการเงินนั้นๆได้ด้วย ลายเซ็นคุณเอง มันไม่ได้หมายถึงคุณเซ็นกริ๊กๆแล้วจบ แต่แน่นอนคุณจะต้องรับผิดชอบต่องานตรวจสอบ ,ทำงานตามมาตรฐานหรือประกาศนู่นนี่นั่น ให้เหมาะสม ซึ่งในกลุ่ม Big4นั้น กลุ่มพาทเนอร์ทั้งหลายจะเป็นคนเซ็นดังกล่าวนี้ ครับ เท่ปะละ



อันดับสอง CPA สามตัวนี้ จะกลายเป็นพยางค์เท่ๆ ต่อท้ายชื่อคุณไปตลอดชีวิต (หรือจนกว่าคุณไปทำอะไร ไม่ดีเข้าจนถูกเพิกถอน) และใช่แน่นอนว่า เหล่า CPA สามารถพิมพ์สาวตัวอักษรนี้ต่อชื่อคุณในนามบัตร, ท้ายอีเมลล์ หรือในทุกๆที่ที่มีชื่อคุณไปโผล่ โคตรเท่เลยเนอะ นึกดูสิครับผมยื่นนามบัตรให้ครูอนุบาล ระหว่างทางเดินไปหาลูกที่โรงเรียนแล้วมีคำว่า CPA ต่อท้าย ...คุณครูยิ้มปริ และคงมีความคิดว่าคุณนี่เจ๋งจริงๆสำหรับ Certified Papa Accountant ..ไม่ใช่ว้อย



อันดับสาม เพิ่มดีกรีให้การทำงานในตัวคุณ ในมิติ Mobility & Career Prospect ซึงผมมองว่าการได้มาซึ่ง CPA จะทำให้คุณมีดีกรีในการทำงานที่เป็นที่ยอมรับเลยล่ะ เพราะมันเหมือนกับการที่ถ้าเรามีความสามารถ แต่เราไม่มีอะไรมาพิสูจน์ คนที่ไม่รู้จักคุณที่ไหนจะมาเชื่อ (อันนี้ผมพูดตามเบสิคสุดๆ สามาัญชนทั่วไปนะ) และพอคุณได้มาซึ่ง CPA มันก็อารมณ์ว่า การันตี ความสามารถระดับหนึ่งและมานะ วิระยะ ของออดิทคนนั้นๆ ว่าเจ๋งระดับนึงเลย และที่สำคัญคุณสามารถโยกย้ายงาน หรือเลือกสมัครงานที่ใหม่ๆได้ โดยสามารถถูกเรียกสัมภาษณ์ รวดเร็วกว่า ผู้สมัครระดับเดียวกันที่ไม่มี CPA นะ (ผมถามมาจาก HR นะ ไม่ได้คิดเอง) และงานที่ว่ามันไม่ใช่แค่ในประเทศ เพราะทุกประเทศบนโลกที่มีภาคธุรกิจที่สตรอง  ฝรั่งเหล่านั้นรู้จัก CPA แน่นอนครับ เพราะบ้านเค้าก็มีเหมือนกันน่ะสิ! (CPA จะทำงานข้ามประเทศไม่ได้นะครับ เพราะเราใช้มาตรฐานต่างกัน และในบางประเทศเช่น อเมริกา CPA จะแบ่งแยกตาม รัฐ ครับ แต่คนไทยสามารถไปสอบเพื่อเป็นCPA ในหลายๆประเทศได้ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย บอกไว้เผื่ออยากรู้วว วู้วว วู้วว)



อันดับสี่ รายได้ที่ค่อนข้างดี! จากข้อบนๆได้กล่าวไปแล้วถึงรายได้ที่สวยงามของเหล่า พาทเนอร์ แต่อย่างไรก็ตามความจริงแล้วมีคนเพียงหยิบมือครับที่จะ อดทน และมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ใน Big4 ได้จนถึงระดับนั้น แต่ยังไงก็นะ ในตำแหน่งรองๆลงมาก็ยังถือว่า เป็นอาชีพที่มีอัตราการ จ่ายตังค์ที่สูงงง เพราะออดิทเพิ่มเงินเดือนกันที เรียกได้ว่าเพื่อนคุณอิจฉาแน่นอน หรือถ้าคุณลาออกมาตั้งบริษัทรับตรวจสอบบัญชีเอง คุณจะกลายเป็นพาทเนอร์ด้วยตัวคุณเอง อย่างทันท่วงที แล้วรายได้ค่าตรวจสอบจะไปไหนได้ล่ะครับ แหม่



อันดับห้า สุดท้ายละนะ คุณจะได้มาซึ่งความน่าเชื่อถือ (A Position of TRUST) ซึ่งมันก็แน่นอนเพราะงานออดิท ต้องรับรองงบการเงิน รวมถึงข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าจัดทำขึ้น ว่ามันโอเค หรือมีอะไรที่จะต้องบอกกล่าวผู้ใช้ข้อมูลนั้นหรือไม่ งานการตรวจสอบนี้จะไม่เพียงแต่แค่งบการเงินนะครับ Big4 บางที่เรียกงานออดิทนี้ว่า Assurance ซึ่งคือการให้ความเชื่อมั่น เห็นมั้ยครับว่ามันกว้างกว่าแค่การตรวจงบการเงิน ตัวอย่างน่ะหรอเช่น ปีที่แล้วกรุงเทพเรามีการจัดงานปั่นจักรยาน คุ้นๆมั้ยครับ บริษัทเหล่านี้ก็ได้รับการว่าจ้างประมาณว่า เออยูวๆ มาช่วยไอคอนเฟิมหน่อยว่า ไอนับจำนวนคนมาปั่นจักรยานถูกต้องป่าว เดี๋ยวไอจะเอาไปลงกินเนสบุ๊ค อะไรประมาณนี้ นั่นแหละครับ ถึงบอกว่า CPAจะทำให้ข้อมูลต่างๆ ดูสตรองขึ้นมาและส่งผลไปยัง CPA เหล่านั้นให้มีภาพลักษณ์ที่ เวรี่เรสเปค นั่นเอง





นั่นแหละครับทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จะเป็นภาพในแง่ สว่าง ของการทำงานออดิท ที่ผมอยากนำมาแชร์ว่ามันไม่ได้แย่ไปกว่าด้าน ดาร์คๆ ที่หลายๆคนชอบโพสต์ในเฟซบุ๊ค หรือเพื่อนคุณชอบมาบ่นให้ฟังว่ามันทรหดแค่ไหน งานนี้ถือเป็นงานวิชาชีพซึ่งไม่ใช่ใครไหนมานั่งแล้วทำเป็นนะครับ นอกจากเรามีมาตรฐานที่เป็นตัวบทกฏหมายให้เดินตาม สิ่งสำคัญของวิชาชีพนี้คือ จรรยาบรรณ ที่ออดิททุกคนจะตอกหมุดฝังลงไปในใจ เช่นการรักษาความลับของลูกค้า, การรับผิดชอบต่องานให้เสร็จแม้จะลำบากหรือ การอัพเดทความรู้เชิงวิชาการให้ใหม่ตลอดเว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้านดาร์ค ๆ ในการเป็น ออดิทหรือCPA มันก็มีครับ และผมเชื่ออย่าง"สมเหตุสมผล" (ศัพท์ที่ชาวออดิทใช้กัน) ว่าความดาร์คมันมีในทุกอาชีพ ทุกๆระดับงานไม่ว่าจะพนักงานปกติ หรือผู้บริหารชั้นฟ้า แต่สิ่งที่ จะพยุง ดึงรั้ง ให้เราเดินต่อในสายงานเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเนี่ย อันดับแรกคุณต้อง ..ศรัทธา.. ในงานคุณก่อนครับ(ตัวผมนะ คนอื่นไม่รู้เป็นไง) เพราะพอคุณศรัทธาแล้ว ไม่ว่าจะดาร์คแค่ไหน ปัญหามะรุมมะตุ้มขนาดไหน เราจะเอาตัวรอดได้ และ Solution มาจะตามมาเสมอๆ



ขอบคุณมากเหลือเกินครับที่ติดตามอ่าน
และขอบคุณเพื่อนร่วมวิชาชีพหลายท่านที่สร้างคอมเมนท์ ที่ผมว่ามีประโยชน์มากกว่าบทความก๊งๆของผมซะอีก
รวมถึงอินบอคซ์เข้ามาเยอะมากกว่าที่คาด จากทั้งนิสิต คนที่สนใจ ขอบคุณมากครับแล้วจะตอบให้อย่างเร็วฝุดๆ
สงสัยหรืออยากให้แนะนำอะไรเม้ท์หรืออินบอคซ์ได้นะครับ จะตอบด้วยความเต็มใจครับ

28/11/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 4



มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )



6. รู้จักคนเยอะ ม า ก จนอาจกลายเป็น Super Connection !!



Cr. http://talknerdy2me.org/1-17



ใช่ยิ่งกว่าใช่ และก็เดาๆว่าหลายคนคงพอนึกภาพออกได้ ก็เพราะเหล่าออดิทเนี่ย นอกจากความรู้ที่ต้องมีเกี่ยวกับพวก มาตรฐานการบัญชีหรือการตรวจสอบ แล้วสิ่งที่สำคัญ ผมว่าสำคัญพอกันนะ คือการที่ ออดิทจะต้องติดต่อสื่อสารกับ คนอื่นๆ ตลอดเวลา (Interpersonal Skill) เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปตามคติประจำใจของเราชาวออดิทคือ ...ต้องเสร็จ



คนอื่นๆที่ว่า เป็นได้ทั้งลูกค้าที่เราไป "ออกจ้อบ" หรือไปตรวจสอบนั่นเอง คุณลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าสมมติคุณๆกำลังทำงานตาม ปกติ(Routine) เช่น ฉันทำรายงานจ่ายเงินทุกวัน, ฉันทำหน้าที่วางบิลทุกวัน บลาๆๆๆ แล้วอยู่ดีๆ มีชนกลุ่มน้อยที่ไหนไม่รู้ มานั่ง มาสถิตในออฟฟิตของเรา แล้วก็มาขอนู่นนี่นั่น เอกสารบ้าง, ถามเหมือนเด็กอนุบาลไม่รู้เฮียไรเลยบ้างล่ะ(มักจะเกิดขึ้นในออดิท เพิ่งจบใหม่ทั้งหลาย) หรือ แม้แต่มาขอยืมอุปกรณ์สำนักงานบ้างในออฟฟิตอันเป็นที่รักของคุณ (ก็แน่นิ ออฟฟิตคุณคือออฟฟิตของออดิท ส่วนออฟฟิตออดิทคือ..ไม่ค่อยได้อยู่หรอกเพราะอยู่ออฟฟิตคุณมากกว่า งงปะ) มิหนำซ้ำยังมาปลักปลำว่าฉันบันทึกบัญชีไม่ถูกบ้างล่ะ ระบบความคุมไม่ค่อยจะดีบ้างล่ะ อ้าาาววววน้อง !



คำถามคือ คุณรู้สึกยังไงล่ะครับ เมื่อมี สิ่ง Amazing People เหล่านี้ คลืบคลานเข้ามาอย่างไม่ระแคะระคาย รปภ ของออฟฟิตคุณเลย แถมยังหาเรื่องสารพัดสาะเพ นี่น่ะสิครับคือเหตุผลว่าทำไม ทักษะการติดต่อสื่อสารของ ออดิทผมจึงเห็นว่ามีความสำคัญขั้นแมกซิมั่ม เพราะสุดท้ายยังไงเหล่าออดิทก็ต้องได้มาซึ่ง เอกสารการตรวจสอบ ที่"น่าพอใจ" แต่กว่าจะได้มา กว่าจะเข้าถึงได้นี่เล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็นกันเลยทีเดียว ลูกค้าบางรายก็ค่อนข้างเข้าใจออดิทในจุดนี้ แต่บางรายก็นะครับ มองเรายังกะคนที่... คนที่ไรดีล่ะ คนที่ยืนขวางประตู BTS ที่สถานีสีลมตอนหกโมงเย็น โดยไม่ขยับ และกระเถิบ (พอเก็ทมั้ย ไม่รู้จะอธิบายสายตาคู่นั้นที่มองยังไงดี +.+)



การติดต่อกับคนอื่นๆยังไม่หยุดแค่นั้น มันยังรวมถึงผู้บริหารระดับสูงงง งง  งง ง ง สูงสะจนผมเกร็งในบางที (แต่ผมชอบการพูดคุยกับท่านๆมากนะครับ เพราะคนเหล่านี้มักจะมีของเด็ดที่เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา แม้จะคุยแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม) และนอกจากลูกค้าแล้ว Connection ยังรวมถึง คนในทีมออดิทกันเองด้วย ! ก็แน่นอนว่าบริษัทพวกออดิทเนี่ย จะไปมีทรัพย์สินอะไรมากมาย นอกจาก คน คน คน และ คน (เงินในแบงค์ด้วย แต่ขอพูดคนก่อน) และออดิทเราก็ต้องไปตรวจลูกค้า โดยมีวัฒนธรรมที่เราจะ Mobility โยกย้ายเปลี่ยนทีมตลอดเว ดังนั้นคุณจะได้พาญพบ เผชิญกับคนทำงานหลากหลายรูปแบบ เก่งปานเทพ, เก่งจริงอ๋อ, แต่งหน้าสวย, ใช้เบสผิดเบอร์ โอยเยอะแยะไปหมด แต่ยังไงเราก็ต้องพูด ต้องคุยกันในทีมนั้นๆ เพื่อดันให้งานตรวจสอบ สำเร็จลุล่วงกันไปในที่สุด



ผลลัพธ์จากการที่ต้องไปสำผัส ไปทัชคนในตำแหน่งต่างๆ บางทีออดิทมักจะได้คำแนะนำดีๆ ดีมากๆทั้งจากลูกค้าที่ไปตรวจ หรือคนในทีมที่เจอ เช่นคำแนะนำการทำงาน, กาารไปเรียนต่อ, การย้ายบริษัท, ความก้าวหน้าทางอาชีพ หรือการทำกับข้าวให้อร่อยต้องใส่อะไรก่อนหลัง สิ่งเหล่านี้มันกลายเป็น Connection ให้เราในเวลาถัดมาครับ ผมมีคนรู้จักหลายท่านที่ ออกจากวงการออดิทไปทำธุรจกิจเองบ้างล่ะ ไปเรียนต่อเมืองนอก รวมถึงเข้าไปพนักงานในบริษัทของลูกค้าที่ไปออกตรวจ ด้วยอิทธิพลของการแนะนำจาก คนต่างๆที่เราเจอ เพราะสิ่งที่คนเหล่านี้แนะนำมักจะเป็นสิ่งที่ เค้าผ่านมาจริงๆ เค้าเป็นผู้เล่นจริงๆไม่ใช่แสตนด์อิน ดังนั้น ประสบการณ์ที่พี่ๆเพื่อนๆแนะนำเรา มีค่ามาก มากจนบางทีผมรู้สึกว่า โหถ้าเราต้องหาประโยคหรือคำแนะนำนี้ด้วยตัวเอง ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่เนี่ย



ตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็เช่น Connection จากลูกค้าที่ไปออดิทไปทำการตรวจสอบ แล้วเค้าเข้าตาเรา เค้าก็จะแนะนำและอาจถึงขั้นดำเนินการยื่น ใบสมัครเพื่อที่จะดูดออดิท เข้ามาทำงานในบริษัท หรือผู้บริหารบางท่านถูกชะตาเรา ถูกใจในลักษณะการทำงาน ก็อาจถูกยื่นข้อเสนอให้ออดิทโดยไม่รู้ตัว หรือคนในทีมบางคน เทพมากๆสอบอะไรได้หลายๆอย่าง ก็มาแนะนำวิธีปฏิบัติ แชร์กันเพื่อให้แต่ละคนคิดๆและลองหา เคล็ดลับที่เหมาะกับตัวเองมากสุด หรือ หรือ มีพี่คนนึงได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก เพราะมีคุณลูกค้าแนะนำว่า ยูวภาษาดีนิ ลองสมัครทุนนี้สิ ทำอย่างนี้นะ 1 2 3 4 จนพี่แกไปอมริกาละครับ แล้วก็เวลาที่ออดิทไปตรวจลูกค้าที่อยู่ ต่างจังหวัด มันเหมือนเป็นจารีตเนอะ (ทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่ผิด ผมท่องมาตอน ม3) ที่ลูกค้าจะพาเราไปเลี้ยงข้าว ซักมื้อหรือมากกว่า นั่นเป็นเวลาที่เราจะรู้จักลูกค้า ได้พูดคุยในมุมอื่นๆที่นอกเหนือจากเรื่องงาน(แต่บางคนก็ยังหอบงานมาคุยนะ โถ่เอ้ย) และคุณจะได้ประสบการณ์ในการดำรงชีวิตของเขาเหล่านั้นมาเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว ก็แน่ล่ะครับคนที่จะพาออดิทไปเลี้ยงได้นี่ ก็มักเป็นเบอร์หนึ่ง หรือคนท้อปๆในฝ่ายบัญชีหรือการเงินของแต่ละบริษัท  นี่เป้นส่วนหนึ่งนะที่ผมพอนึกๆออกจาก Benefits of Connection ที่มักเกิดขึ้นตลอดเวลาการทำงานขอออดิท ขออย่างเดียวคือ ออดิทต้องมองมันให้ออกและมองๆมุมอื่นบ้าง นอกจาก.... งานตรูต้องเสร็จว้อย !


24/11/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 3


มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )



5. เวลาการทำงาน Kod Flexible ! (Kod = Very in Thai)

Cr pic . managersdigest.co.uk

ก่อนอื่น Flexible แปลว่า ยืดหยุ่น หลวมๆ หยวนๆ นะครับ และใช่ครับผมว่าข้อนี้ชาวออดิท หรือคนที่เคยทำงานด้วย มักจะรู้กันดีว่าเวลาการทำงาน (Working Hours) ของออดิทนั้น คือ..... คือเมื่อไหร่แน่ ก็เพราะว่าออดิท (มักจะ) ไม่มีการตอกบัตรเข้าออก หรือฉันต้องรีบตื่นตีห้า มาออฟฟิต 8.298 น. เพื่อทำการแตะบัตรให้ทัน 8.30น คุณจะไม่พบอะไรแบบนี้ที่สำนักงาน สอบบัญชีครับ (เท่าที่ผมทราบมานะ) แต่เรา(ขออนุญาตใช้เรา = ออดิท) จะยึดว่า "งานต้องเสร็จ" และ "ความรับผิดชอบนี่เองที่ทำตัวเป็นนาฬิกาให้เราครับ"



อย่างไรก็ตามคำว่าไม่มีเวลาเข้าออกอย่างเป็นทางการ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะตื่น  จะเริ่มงานตามใจเฉิ่มแฉะได้ เพราะออดิทจะทำงานโดยแบ่งเป็นทีมๆ (มีตั้งแต่ 2-20คนหรือมากกว่า ตามขนาดหรือความซับซ้อนของลูกค้าที่เข้าตรวจ) ดังนั้นการที่คุณจะมาสายมากเกินควร ก็คงจะไม่ดีตราบใดที่เรายังมี ความแคร์เพื่อนร่วมงานในทีมเนอะ ซึ่งปกติเนี่ยผมก็มักจะถึงออฟฟิตลูกค้าที่เข้าตรวจประมาณ 9.15น (ที่จริง 9.30น. แต่คิดว่าสิบห้านาทีทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาหน่อย) ซึ่งคิดว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ออดิทมักจะเริ่มงานกันนะครับ เพราะบางท่านๆ ก็เข้างานประมาณ 11 โมงก็มี หรือที่พีค เท่าที่เคยทราบคือ บ่าย2 ครับ ครับ 2pm!



แต่การที่ออดิทเข้างาน สายในสายตาบางท่าน มันแฝงด้วยเหตุผล (เราเรียกว่าเหตุผลนะ อิอิ) คือถ้าสมมติว่าลูกค้ารายนั้นๆ เริ่มงาน 8 โมงเช้าโดยปกติ แล้วออดิทเข้างาน 8 โมงเช้าเท่ากัน ผลคืออะไรน่ะหรอครับ กลายเป็นว่าลูกค้าไม่ได้ทำงานของตัวเองในช่วงแรกเลย (ใครพอคลุกคลีจะทราบว่า ช่วงออดิทเข้าตรวจ เค้ามักจะไป วนเวียน ระบบงานปกติของคุณ) และทำให้การเข้างานเช้าของออดิทนั้น ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาครับ อย่างไรก็ตามบางบริษัท ก็มักจะ กำหนดกฏเกณฑ์มาเลยว่า ออดิท ต้องเริ่มและ เลิกพร้อมกับเวลาทำงานของบริษัท ซึ่งนั่นก็ช่วยไม่ได้จริงๆครับ ถ้าออดิทจะไปสวัสดีคุณบ่อยๆ เพื่อที่จะขอเอกสารให้ทำงานทัน ตามเวลาของเรา



"ดีมากๆเลยล่ะสิ เข้ากี่โมงก็ได้ สบายจัง" กำลังคิดแบบนี้กันใช่มั้ยครับ ซึ่งมันก็ถูกและไม่เถียง แต่เพื่อนๆวนกลับไปดูว่า นาฬิกาของเราคือความรับผิดชอบว่างาน "ต้องเสร็จ"  ดังนั้น เมื่อมันไม่มีการกำหนดเวลา เริ่มต้นตายตัว.. เวลาเลิก มันก็ไม่ตายตัวเช่นกันครับ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับ ความซับซ้อนธุรกิจ, ความพร้อมของเอกสาร, มุมมองของลูกค้าต่อออดิท รวมถึงความสามารถของออดิทเองด้วย ที่จะเป็นหลายปัจจัยที่กำหนดว่า ลูกค้ารายนั้นๆ เราจะเริ่ม เลิก กันกี่โมงด้วยครับ



และเนื่องจาก ออดิท "มัก" เริ่มทำงานโดย สายกว่า เวลาปกติของพนักงานออฟฟิตทั่วไป ดังนั้นมันก้เหมือนมี กฏที่เรารู้สึกกันเองด้วยจิตวิญญาณ (คือ ความรู้สึกอะครับ) ว่าเราควรกลับบ้านเลทหน่อยนะ เพราะวันนี้เรามาช้า หรือบางทีเราก็ไม่รู้สึกครับ เพราะงานมันเสร็จก่อนเวลา เราก็พร้อมที่จะเข้างานประมาณ 10 โมงเช้า และกลับบ้านเวลาเดียวกับลูกค้า ประมาณ 5 โมงเย็น แม้ว่าคุณลูกค้าจะเริ่มงานก่อนก็ตาม งงมั้ยครับว่าตกลง ออดิท รู้สึกหรือไม่รู้สึก ผมก็งงครับ 555 คือมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วยครับเช่น เรามั่นใจว่างานที่ทำเสร็จทันเวลา / คุณลูกค้าเข้าใจเรา / เพื่อนร่วมทีมไม่คิดว่าการกลับก่อนเป็นการหักหามน้ำใจ หรือการกลับบ้านดึกไปเป็นการแสดงเพาเวอร์ที่ไม่เหมาะสม หลายปัจจัยจริงๆครับ


Cr. pic > https://www.flexjobs.com/jobs/telecommuting-jobs-at-google



และความ หลวมๆ ของเวลานี่เองที่ทำให้ ออดิทสามารถจัดการเวลา ( Time Management) ด้วยตัวเองได้ด้วยความรับผิดชอบที่มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น ถ้าทำไม่เสร็จเราก็ต้องยอมที่จะนำเวลาในวันหยุด มาทำงานให้เป็นไปตาม "ต้องเสร็จ Basis" หรือในกรณีที่งานตรวจสอบของลูกค้า รายหนึ่ง ขออนุญาตยกตัวอย่างจริงของผม เลยละกันครับเพื่อความสมจริงสมจัง ว่า ลูกค้ารายนั้นเป็น โรงแรม 5 ดาวตั้งอยู่ติดหาดไม้ขาวที่ภูเก็ต และทีมมีความคุ้นเคยกับลูกค้า (เคยตรวจมาก่อนแล้วครับจึงเข้าใจภาพรวม) และลูกค้ามองออดิทในทัศนคติที่ดี ทำให้เวลาขอเอกสารหรือ สอบถามสิ่งที่สงสัย เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ผลคือ ทีมเราเริ่มทานอาหารเช้า (ถ้าตรวจสอบกิจการโรงแรม ออดิทมักจะได้ทานอาหารเช้าบุฟเฟ่ และพักในโรงแรมนั้นๆครับ) ของโรงแรม 5 ดาวนั้นเหมือนแขกคนหนึ่งทุกวันเวลา 8.45 - 9.20น (ประมาณนะ) และ ทีมเราจะเลิกงานก่อน 6 โมงเย็นเพื่อดูพระอาทิตย์ หย่อนตัวลงอันดามัน ครับ เป็นไงล่ะครับ แต่การ บริหารเวลานั้นยังรวมไปถึง ออดิทสามารถจะไปลง เรียนปริญญาโท ตอน 6 โมงเย็น ถึง สามทุ่มแล้วทำ thesis ต่อถึงตีสาม แล้ววันรุ่งขึ้น ตื่น 10 โมงมาทำงาน เที่ยง ก็เป็นไปได้เสมอ ตราบเท่าที่คุณบริหารเวลาของตัวเองได้ครับ



ปล ยังมีอีกหลายมุมมองในการบริหารเวลาของเหล่า ออดิทนะครับ เช่น จัดสรรเวลาไป เล่นฟิตเนสให้ล่ำๆ / อ่านหนังสือเพื่อสอบใบอนุญาต CPA หรือ แม้แต่นัดแฟนครับ

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 2

โอเคครับ มาต่อกันเลยดีกว่า จาก Blog ก่อนหน้า >





3. การก้าวกระโดดในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะด้านบัญชีและการเงิน : FAST TRACK !

Cr pic. https://www.solarwindsmsp.com/blog/looking-fast-track-career-think-cloud



ใช่ครับตามที่เพื่อนๆบางคอมเมนท์ ตอบเกี่ยวกับการก้าวกระโดดในหน้าที่การงาน (และการเงิน) ของออดิทนั้น มักจะรวดเร็ว และ Fast Track แซงโค้งเร็วกว่า เพื่อนๆพนักงานในระดับเดียวกันแต่คนละหน้าที่ โดยเฉพาะตำแหน่ง บัญชี และการเงินของบริษัท



ทำไมน่ะหรอครับ ผมขอยกตัวอย่างฝ่ายบัญชีและการเงินที่ชาว ออดิท มักจะไปฝังตัวเมื่อถึงเวลาตรวจสอบ อิอิ คุณๆเพื่อนๆลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อเด็กจบใหม่ๆ ที่เข้าทำงานออดิท มักจะได้รับงานตรวจสอบบัญชีที่ ความเสี่ยงต่ำ และวิธีการตรวจสอบไม่ยุ่งยาก และ New Grad เหล่านั้นสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น เงินสด, รายจ่าย หรือ ที่ดินอาคาร  เป็นต้น สังเกตุมั้ยครับว่า แต่ละรายการคุณน่าจะพอ เดาๆแนวการตรวจสอบได้(ก็มันเกี่ยวกับบุคคลที่สามไง บริษัทเลยหลอกลวงได้ยากหน่อย) เช่น เงินสด เราก็ดูเงินที่บริษัทเราลงบัญชี กับตัวเลขในแบงค์ หรือ รายจ่ายทั่วๆไป มันก็ต้องเกี่ยวกับ คนอื่น (พ่อค้า) ก็ตรวจโดยดูบิลส่งของ หรือใบแจ้งหนี้ (เบื้องต้นนะครับ)  ดังนั้นเด็กใหม่เหล่านี้จะใช้เวลา 1 ปีแรกกับการตรวจอะไรก็ตามที่มักจะ เหมือนๆกัน ในทุกๆกิจการ หรือสิ่งที่มันยังไม่ใช่ Core Business นั่นเอง ในขณะเดียวกันพนักงานที่รับผิดชอบในหน้าที่บางอย่างเช่น ถือเงินสดย่อยไว้รับจ่าย, บันทึกบัญชีเวลาเจ้าหนี้มาวางบิล ก็มักจะเจอกับเหตุการณ์นั้นๆตลอดครับ (แต่ข้อดีก็เยอะครับ อ่านต่อไปก่อนนะจ้ะ)



พอมาปีต่อๆมา (ขอรวบยอดนะครับ) ออดิทจะได้สัมผัสการตรวจสอบกับส่วนที่เป็น Key Stream ของธุรกิจ เช่น ตรวจรายการรายได้ (ก็แหงล่ะครับ แต่ละที่ก็บันทึกรายได้คนละเวลา เช่น ขายข้าว, สร้างคอนโด, เมมเบอร์ฟิตเนส, ปล่อยกู้...) หรือ ล้ำๆก็เช่นตรวจสอบมูลค่าของหุ้นที่พวกโบรคเกอร์เอามาคิดค่านายหน้า ว่าโอเคไหม นี่แค่บางส่วนนะครับ ที่เราๆเพื่อนๆพอจะมองแยกออกจาก ธุรกิจทั่วๆไป ได้อย่างชัดเจน



แต่มันยังไม่หยุดแค่นี้ครับ มันยังมีส่วนอื่นของธุรกิจที่ ออดิท ต้องไปทัช และไป รบกวน และจำเป็นต้องใช้ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ มากขึ้น ดังนั้นเมื่อโตๆขึ้นแล้วทักษะ ทางด้านการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องอิงหลัก ดุลยพินิจ สูงมากๆ สูงจริงๆ ซึ่งตำแหน่งที่จะพิจารณาสิ่งต่างๆเหล่านี้มักเป็น ออดิทที่ทำงานมามากกว่า 5ปี แล้วหรือ ระดับ เมเนเจอร์ ครับ ส่วนดุลยพินิจที่ผมกล่าวถึงเนี่ย ก็อย่างเช่น บริษัท A ไปซื้อบริษัท B แต่บังเอิญ ซื้อไม่หมด ซื้อมาได้แค่30% ของหุ้นใน B ทั้งหมด อ้าว อ้าว อ้าว แล้วสองบริษัทนี้ต้องนำมาทำ งบการเงินรวม หรือไม่ อันนี้ทางฝ่ายเมเนเจอร์ ขึ้นไปก็มักจะรับผิดชอบในการคิดว่า ไอ้การซื้อขายกิจการแบบนี้เนี่ย เข้าข่ายการ รวมธุรกิจมั้ย แล้วถ้ารวมกันแล้ว ได้ลูกออกมาหน้าตาอย่างไร (บริษัทแม่/ กิจการร่วมค้า/ หรือถือหุ้นเอาไว้เก็งกำไรเฉ้ยเฉย ) อ้าว อ้าว อ้าว ทำไมต้องคิดน่ะหรอครับ ก็เพราะแต่ละรูปแบบ กิจการต้องลงบัญชี รวมถึงทำงบต่างกันน่ะสิครับ



หลายคนคงเริ่มสำลัก และสะอึกว่า อะไรของมันวะ ก็ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าจากข้างต้น คงจะพอเห็นภาพของเหล่า ออดิท มากขึ้นนะครับว่า การที่เราทำหน้าที่ออดิทนั้น จะสามารถสัมผัสได้ทุกวงจรของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น รายจ่าย, รายรับ, การเพิ่มทุน, การขยายกิจการ, การออกหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือแม้แต่ การปิดกิจการต้องลงบัญชีอย่างไร ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผมมองว่าประมาณ 5 ปีแรกของการทำงานออดิทจะได้สัมผัสแทบครบเลยครับ ซึ่งถ้าเทียบกับเพื่อนพนักงานบัญชีขององกรณ์ จะมีหน้าที่ที่เฉพาะเป็นของตัวเอง เช่น คุณ A ทำหน้าที่บันทึกจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ก็จะบันทึกจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ตลอด หรือน้องB ทำหน้าที่บันทึกรายได้ ก็จะบันทึกรายได้เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าออดิทจะสามารถมองภาพรวมและสามารถ Manage ทั้งแผนกได้ (ถ้ากลายร่างจากออดิทเป็นพนักงานบริษัทนั้น) อย่างไรก็ตามพนักงานบัญชีในบริษัท จะมีความ Specialist มากกว่า ออดิทครับ เพราะแม้จะเผชิญกับการ จ่ายหนี้ แบบเดิมทุกวัน แต่คุณสามารถเจอกับรายละเอียดของงานนั้นๆ เช่น บริษัทซื้อของจากเมืองนอกวันนี้ (ก็มีเจ้าหนี้) แต่จ่ายเงินเดือนหน้า (เจ้าหนี้ก็หาย) แต่! เราจะใช้ เรทแลกเปลี่ยน ไหนมาบันทึกล่ะครับ ก็ในเมื่อมีหลายวันมาเกี่ยวข้อง และถ้าเกิดผลต่างตอนมีเจ้าหนี้ กับตอนจ่ายหนี้ อ้าว อ้าว อ้าว งงเต้ก จะเอาผลต่างไปยัดไว้ในไหน (เชื่อสิ ออดิทบางคนก็ไม่รู้)


เห็นมั้ยครับว่าออดิท สามารถใช้เวลาไม่นานในการ วนเวียน ครบรอบธุรกิจและมันก็เลยทำให้ ง่ายต่อการ เรียนรู้เมื่อก้าวจากออดิทเข้าสู่บริษัทต่างๆ และออดิทมักจะได้ Fast Track ก้าวสู่การเป็น ระดับผู้จัดการ หรือ ระดับบริหารที่ค่อนข้างเร็วกว่าหลายๆตำแหน่งในเวลาเท่ากัน (ผมพูดในภาพรวมส่วนมากนะครับ เพราะมีเพื่อนหลายคนที่ไม่ใช่ออดิทที่โดดเด่นและโตเร็วกว่า ก็เกิดขึ้นได้ครับ) และผลคือบริษัทต้องการออดิทมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่กล่าวมานี้ไงครับ ดังนั้นเราจึงมักเห็นออดิทที่ถูกดึงตัว ดึงดูด ลากมา หรือถูกเล่นของจาก บริษัทลูกค้าที่ออดิทนั้นเคยเข้าตรวจ ให้เข้ามาเป็นพนักงานบริษัทนั้นๆแทน  (ก็มันไม่ต้องสอนแล้วไงเล่า !) ด้วยเงินเดือนที่น่าพอใจ เพราะถ้าไม่ คงดูดไม่ไปแน่ๆ จริงมั้ยครับ  ^^








14/9/60

ผู้สอบบัญชี สหรัฐอเมริกา : CPA USA



Creditรูปภาพ : http://www.npmestory.com/2014/08/cost-per-action-cpa.html



นอกจากหลายท่านในประเทศไทย จะคุ้นชื่อหรือ คุ้นกับคำว่า ผู้สอบบัญชี หรือ CPA ในวงการบัญชีในบ้านเราแล้ว ในต่างประเทศ (แทบทุกประเทศ) ก็มีกลไกการควบคุม การจัดทำบัญชีในลักษณะเดียวกันคือมี ผู้ทำ และ ผู้สอบ





สหรัฐอเมริกา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นแม่ใหญ่ของ วิชาชีพบัญชี และมีองกรณ์ที่มักคุ้นหู้สำหรับนักบัญชีอย่างเราเช่น AICPA สถิตอยู่ ในการเป็นผู้สอบบัญชี ของประเทศอเมริกานั้น ก็มีการกำหนดให้มีการ ฝึกงานเก็บชั่วโมง และจัดสอบคล้ายๆกับประเทศไทย และที่สำคัญคือ คนไทยสามารถกลายเป็น ผู้สอบบัญชีอเมริกาได้


ในสหรัฐฯ นั้นเงื่อนไขของการเข้าสอบ CPA จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ รัฐ นั้นๆที่คุณต้องการไปสอบ อย่างไรก็ตามเงื่อนไข กว้างๆ ที่คล้ายคลึงกันมักจะกำหนดให้ผู้สอบ



1. มีวุฒิการศึกษาด้านบัญชี 


Credit รูป : http://www.limitstogrowth.org/articles/2012/05/25/census-over-half-of-asians-in-us-have-college-degrees-mexicans-only-9-1-percent/




 บางทีกำหนดปตรี บางที่นับชั่วโมงที่เราเรียนมาว่าเข้าเงื่อนไขไหม ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่คนไทยส่วนมากที่ไปเรียน บัญชี เป็นปริญญาโทที่อเมริกา สามารถเข้าสอบ CPA ได้ และนี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่คนไทยจำนวนหนึ่งเลือกที่จะไปเรียน โทบัญชี ที่อเมริกา อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกๆ ปริญญาโทด้านบัญชี สามารถเข้าสอบได้เลย คุณต้องตรวจสอบเงื่อนไข ของแต่ละรัฐอย่างที่บอก

เรียนไทยอย่างเดียว สามารถเข้าสอบได้หรือไม่ ...เท่าที่ผ่านมาผมไม่เคยเจอ และคิดว่าไม่ได้ ถึงแม้ได้ คุณก็สอบไม่ได้เพราะมีวิชาสอบเกี่ยวกับ กฏหมายของอเมริกาอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องเรียน และวิธีการของคนที่เรียนโทจกไทยไป แล้วอยากไปสอบ CPA US ก็คือไปลงเรียนเพิ่มใน วิทยาลัย หรือ College ท้องถิ่นเพื่อให้ครบชั่วโมงที่รัฐนั้นๆกำหนด


อย่างไรก็ตาม อันดับแรกที่แนะนำถ้าคุณมีปริญญาโทจากไทยก็คือ สมัครสอบเลย ถ้าทางรัฐวิเคราะห์ Transcript คุณแล้วให้สอบ นั่นก็แปลว่าสอบได้นั่นเอง


2. ชั่วโมงการฝึกหัดงาน 



credit รูป : http://wapakymca.org/index.php?src=gendocs&ref=HoursofOperation&category=aboutus




 คล้ายกับไทยที่สภาวิชาชีพบัญชี กำหนดให้ ผู้สอบบัญชีไทยต้องมีการฝึกหัดงานด้านการสอบบัยชี อย่างน้อย 3 ปีและ 3,000 ชั่วโมง ในขณที่อเมริกา ก็มีการกำหนดเช่นกัน และต่างกันในแต่ละรัฐอีก แต่เท่าที่เคยอ่านมา จะน้อยกว่าที่ไทย โดยจะอยู่ที่ประมาณ 1,000hrs หรือประมาณ 1 ปีโดยต้องเป็นการทำงาน หรือฝึกงานโดยมีผู้สอบบัญชีที่อเมริกา กำกับ นั่นเอง


การที่จะหาที่ฝึกงานกับผู้สอบบัญชีในอเมริกาในแต่ละรัฐ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าเราถือ ปริญญาจากไทย หรือแม้แต่มี CPA Thailand ไปด้วย เพราะปัจจัยที่มากกวก่านั้นคือ ความรู้ทางบัญชีและที่สำคัญคือภาษีในแต่ละรัฐที่ต่างจากไทยแน่นอน รวมถึง ระดับภาษา เพราะอาชีพนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้อง Contact กับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมทีม อยู่มากทีเดียว


การเลือกเรียนในระดับ University มหาลัย หรือ วิทยาลัย College ก็มีส่วนต่างในการได้รับงานต่อ โดยหลายๆบริษัทใหญ่ๆที่มีชื่อเสียง มักรับนิสิต นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยชั้นต้น ยิ่งเป็นมหาลัยในเมืองใหญ่ ยิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมทำงานในบริษัทใหญ่ไปด้วยเป็นเงาตามตัว ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจไปเรียนต่อ หรือลงคอร์สเพิ่มเติมเพื่อเข้าสอบ CPA US คุณต้องตระหนักถึง จุดหมายปลายทางข้อนี้ด้วย


3.สอบ 4 วิชา 


credit รูป : http://www.universityex.com/buzz/prepping-up-for-cat-2016-last-minute-tips-to-ace-the-exam/



การสอบ CPA US จะตัดเกณฑ์ผ่านที่ 75% ในขณะที่ไทย ทางสภาวิชาชีพกำหนด 60% คือผ่าน แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูจากสถิติ (ผมจำ resourceไม่ได้นะ โทษทีครับ) อัตราการผ่านของไทย ยากกว่ามาก เทียบได้ประมาณ 1% ของนิสิตที่จบใหม่ในแต่ละปี


วิชาที่ใช้สอบมี 4 วิชาสำหรับ CPA US :
> Financial accounting : FAR 
เป็นการทดสอบเกี่ยวกับพวก มาตรฐานการบัญชี (คงคล้ายๆบัญชี 1 /2 ของไทย) โดยอิงจาก US GAAP/ IFRS โดยสอบ 4 ชั่วโมง มีทั้งช้อยท์ และเขียน


> Regulation : REG
มันคือวิชา ภาษี ดีๆนี่เองทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล (ก็คงเป็น กฏหมาย 1 /2 ของบ้านเรา) มีทั้งช้อยท์ และเขียน แต่วิชานี้สอบ 3 ชม เท่านั้น


>Auditing and attestation : AUD
ก็คือวิชาการสอบบัญชี รวมถึง จรรยาบัญด้วยนะ ก็เป็นวิชาที่ต้องอ่านและ ใช้ความรู้จากประสบการณ์ทำงานอยู่พอตัว มีทั้งช้อยท์ และเขียนเช่ยเดียวกัน


> Business : BEC
วิชานี้จะเน้น บัญชีต้นทุนรวมถึง ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจเช่น หุ้น หลักทรัพย์ เป็นช้่อยสะส่วนมาก (75-8-%) แต่การเขียนก็ต้องมีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผมไม่มั่นใจ ไกด์ไล ในการเขียนวิชานี้นะครับ คุณอาจต้องถามเพื่อนร่วมขชั้น (ถ้าเรียนอยู่เมืองนอก) ว่าต้องเขียนอย่างไรเพราะ วิชานี้ใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจการเขียน (ถ้าเปลี่ยนแล้ว ก็แจ้งกันได้)





ดังนั้นจะเห็นว่า พื้นฐานวิชาการสอบ ไม่ได้ต่างไปจากของ ไทย เราเลยมีแค่วิชา  BEC ที่แยกออกมา (ไทยมี บัญชี กฏหมาย และสอบบัญชี ทั้งสิ้น 3 วิชา) แต่ผมมองว่าไอ้วิชา BEC มันก็ถูกซึมอยู่ในแต่ละวิชาของไทยพอสมควรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สำหรับพื้นฐานวิชา บัญชี และสอบบัญชี แต่คงต้อง อ่านเพิ่มเติมสำหรับกฏหมายของฝรั่ง และต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษกันมากๆ



4. การเก็บชั่วโมง ฝึกฝนความรู้ เมื่อเป็นผู้สอบบัญชีแล้ว


ทาง CPA US ก็มีการกำหนด ให้ผู้สอบบัญชี อเมริกา ต้องมีการ อัพเดท อบรม ความรู้ โดยกำหนดที่ 80 Hrs/ 2 years นะ ซึ่งก็เกือบๆ ค้ลายเรา เพราะทางสภาเราเพิ่งจะเพิ่มให้ CPA ไทยต้องอบรมที่ 40 ชั่วโมงต่อปี อย่างไรก็ตามขอยังไม่พูด ณ จุดนี้มาก เพราะมันคงเป็นเรื่อง .จิ้บๆ. ถ้าคุณสามารถสอบผ่าน CPA ทั้งสี่วิชาได้แล้ว




สรุปสิ่งที่อยากแนะนำ
+ ต้องเลือกสถาบัน หลักสูตรในการเรียนต่อ ทั้งปโท หรือเรียนเพื่อเก็บชั่วโมงเพื่อสอบ CPA US ดีๆ เพราะมีผลต่อการหางาน
+ ถ้าคุณแม่นหลักการบัญชี การสอบบัญชีที่ไทยไป ไม่ต้องกลัวเพราะ เนื้อหาที่เราเรียนๆกันโดยเฉพาะ นิสิตที่จบมาใหม่ๆ แทบจะเป็นเนื้อเดียวกันทั้งโลก (อิง IFRS) แต่ต้องเพิ่ม English skill ให้แน่น
+ CPA สหรัฐทำเงินได้ประมาณ 50k-300k USD / year นี่ก็น่าสนใจ แต่ CPA ไทยเราก็ใช่ว่าขะทำเงินได้น้อย ชั่งใจดีๆถ้ามองแค่เรื่องเงิน ว่าคุ้มมั้ย ใช่เป้าหมายเราหรือไม่
+ มีอีกหลายๆประเทศที่เคยเห็นผู้สอบบัญชี เป็นคนไทย เช่น ออสเตรเลีย ที่นิยมไปกัน
+ ถ้าคุณไปได้ ก็อย่าลืมกลับมาพัฒนาประเทศไทยเราด้วย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนะ




Link ที่แนะนำให้เข้าไปดู เช่น Qualification ของแต่ละรัฐ https://nasba.org/products/nasbainternationalevaluationservices


ขอให้โชคดีนะครับ
#WhollyHall
14 September 2017