แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาชีพ CPA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาชีพ CPA แสดงบทความทั้งหมด

20/11/61

รวมหลักสูตร เรียนบัญชี (Accounting) ในอเมริกา (ฉบับคร่าวๆ) by P’Mary Jojo

พอดีผมเห็นบทความของพี่ Mary Jojo เขียนไว้เกี่ยวกับการเรียนบัญชีในอเมริกา แล้วเห็นมีหลายคนสนใจเลยนำมาให้อ่านกันเผื่อเป็นแนวทางครับ ขอบคุณพี่ Mary Jojo ที่อนุญาตให้นำมาแบ่งปันมากๆครับ



รวมหลักสูตร เรียนบัญชี (Accounting) ในอเมริกา (ฉบับคร่าวๆ)
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อาชีพนักบัญชี ก็คล้ายๆวิชาชีพบางสายงาน เช่น พยาบาล หมอ ทนายความ ที่มันแบ่งเป็นความสามารถเฉพาะทางย่อยไปอีกนะคะ ไม่ใช่หลักสูตรครอบจักรวาล หรือเก่งทุกarea ยกเว้นจะไปลงเรียนเพิ่มมันทุกarea ตย.เช่น หมอ ก็มีหมอเฉพาะทาง หมออายุรศาสตร์ หมอสู หมอผ่าตัดยังแบ่งเป็นผ่าตัดส่วนไหนของร่างกาย ผ่าตัดเพื่อสุขภาพรึผ่าเพื่อเสริมความงาม บัญชีก็เช่นกัน แบ่งเป็นเฉพาะทางไปอีก เช่น ทำภาษี audit bookkeeping payroll ก็ว่ากันไป เวลาที่คุณคิดว่าอยากเป็นนักบัญชี จะเรียนอะไร ยังไง ก็ต้องมาดูเป้าหมายก่อนค่ะ ว่าคุณต้องการอะไร อยากทำบัญชีด้านไหน จะได้แพลนถูก แต่ถ้ายังเลือกไม่ได้ ให้ลงเรียนวิชาพื้นฐานไปก่อน และค้นหาตัวเองให้เจอ ยิ่งเจอเร็วยิ่งดีกับตัวเอง
Degree & certificate ของบัญชีมีเยอะค่ะ จะแบ่งเป็นข้อย่อยๆให้ อย่าลืมว่า ลงทุนไปมากได้มาก ลงทุนน้อยได้น้อยนะคะ ถ้าลงเรียนแค่คอร์สสั้นๆ เอาแค่ certificate ก็จะไปเทียบรายได้ หรือโอกาสในการหางานเท่ากับคนที่จบตรี จบโท ไม่ได้นะคะ
ไม่เคยมีพื้นฐานบัญชีเลย ก็เรียนบช.ได้ ไม่เก่งเลขก็เรียนได้ ขอแค่ บวกลบคูณหาร เป็น ที่เหลือ คอมคิดให้เราค่ะ
1) certificate เป็นคอร์สสั้นๆ เรียนไม่วิชา ใช้เวลาไม่กี่เดือน เช่นเทอมเดียว (3-4ด) ก็ได้ใบเซอร์ไปหางานได้ค่ะ เช่น bookkeeping, payroll, tax preparer, accounting assistant เป็นต้น
คอร์สพวกนี้สามารถหาเรียนได้ตาม community college ค่ะ ราคาจะไม่แพง ส่วนมากเรียนแค่ 1-2เทอม ก็จบ มีอีกที่คือ HR block เรียน tax จบแล้วสมัครงานกับเค้าได้เลย
2) associate degree in accounting เรียน 60 semester units ค่ะ เปิดสอนตาม community college ถ้าลงเรียน full time ใช้เวลา 2ปี จบแล้วหางานได้เลยเช่นกัน และสามารถต่อยอดไปเรียนต่อจนจบ ป.ตรีค่ะ
3) bachelor degree in business/accounting เรียน 120 semester units ค่ะ เปิดสอนตาม university จะเริ่มลงเรียนจากปี1เลยก็ได้ แต่จะลง2ปีแรกที่ community college ก็ได้ แล้ว transfer มาเรียนต่ออีก 2ปี วิธีนี้จะประหยัดเงินกว่า และเราสามารถมี associate degree มากอดรอก่อนได้ (แต่associate degreeที่ได้ อาจไม่ใช่ AS accounting อาจเป็น AS business เพราะวิชาที่จะใช้โอน จะเป็นพื้นฐานbusinessค่ะ กรุณาตรวจสอบรายวิชากับสถาบันที่คุณจะเรียน)
ข้อควรระวังสำหรับคนที่จะ transfer ให้เทียบคลาสที่จะลงเรียนให้ดี ว่าต้องเรียนอะไรที่ต้นทาง ที่ปลายทางยอมรับเทียบโอน เงื่อนไขอะไรยังไง ต้องคุยกับ counselor ให้ดีนะคะ ลงผิด เสียเวลาและเสียเงินเปล่าๆ
การเรียน CC vs university เคยเขียนแชร์แล้ว ลองหาอ่านดูค่ะ
ป.ตรี บางมหาลัยจะมีเมเจอร์ให้เลือก เช่น accounting (general), accounting information system (ไม่แน่ใจว่าที่ไทยเรียกบัญชีคอมรึเปล่า), cooperate accounting (เรียนfinance กับ accounting)
4) master degree (30 semester units) อันนี้จะเริ่มเฉพาะทางละ เช่น master in accountancy or master in taxation เป็นต้น มักเรียนกัน 1-2ปี แล้วแต่หลักสูตรค่ะ ไม่แนะนำให้เรียน MBA ธรรมดา เพราะมันกว้างไป เวลาสมัครงาน คุณจะสู้คนที่เรียนเฉพาะทางไม่ได้
ปกติแล้วต้องสอบเอาคะแนน GRE/GMAT และสำหรับคนที่จบตรีจากนอกเมกา ต้องสอบ toefl or ielts (รายละเอียดเช็คตรงสถาบันที่คุณจะเรียน)
คนที่จบตรีมาจากไทย หรือจบตรีมาจากไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะจบเอกอะไรมา ก็สามารถมาต่อยอดเรียนโทบช.ได้ค่ะ ถ้าจบตรีอย่างอื่นมา ต้องลงเรียนวิชาบช.เพิ่ม
5) phd in accounting ก็มีค่ะ แต่เราไม่เคยศึกษารายละเอียด
มาว่าด้วยเรื่อง license ต่างๆของ accounting บ้าง มีหลายตัวให้เลือกนะคะ เช่น CMA, CISA, enroll agent เป็นต้น แต่ที่คนรู้จักอย่างกว้างขวางและนายจ้างให้ความสำคัญมากกว่า มีโอกาสมากกว่า คือ CPA
Qualification ของ CPA ให้หาอ่านรายละเอียดในรัฐที่คุณจะสอบนะคะ แต่หลักๆเลย คือต้องมีวุฒิขั้นต่ำป.ตรี และต้องมีอย่างน้อย 150 semester units คุณอาจสงสัยว่า อ้าว จบป.ตรี เรียนแค่120unitเอง แล้วจะเอา 30unit มาจากไหน อันนี้มีให้เลือกค่ะ เช่น 1) ต่อโทค่ะ 30unit พอดี 2) เรียน minor อะไรก็ได้ ตอนเรียนป.ตรี 3) เรียนอะไรเพิ่มก็ได้ แต่อย่าลืมว่าก่อนจะใช้คำว่า "เรียนอะไรก็ได้" คือคุณได้ลงวิชาบังคับที่ต้องมีครบหมดแล้วนะคะ จะไปเรียนเพิ่มใน community college ก็ได้ ประหยัดเงินกว่า
รายละเอียดหลักสูตร ค่าเรียน จิปาถะ คุณต้องเช็คเองจากท้องที่ที่คุณอยู่ เวลาค้นนะคะ
- google หาที่เรียนก่อน เช่น หา community college ใกล้บ้าน
- จากนั้นเข้าไปในเวปของคอลเลจ แล้วหาหัวข้อ "degree and certificate accounting"
- อยากสมัครเรียน เอาอะไรบ้าง? ต้องสอบอะไรบ้าง? จะเทียบวุฒิจากไทยทำไง? ----> qualification แต่ละสถาบันต่างกัน ตอบให้ไม่ได้ค่ะ คุณต้องเช็คตรงกับสถาบันที่คุณสนใจโดยตรงค่ะ เค้าจะให้คำตอบที่ดีที่สุดกับคุณค่ะ
- พอได้คอร์สที่สนใจ ก็เช็คค่าเทอม เข้าไปในหัวข้อ "tuition and fee" ค่ะ
คนที่อยากได้งานกับ big 4 accounting firm ต้องจบขั้นต่ำ ป.ตรี และ qualify to be a cpaค่ะ คือถ้าจบตรี ก็ต้องมี 150unitแล้ว ไม่งั้นต้องจบโท
สำหรับ Big4 นะคะ จบตรีกับจบโท อาจstart เงินเดือนไม่เท่ากัน แต่มันไม่ต่างมาก แล้วมันจะไปสูสีกันหลังจากทำงานไปสักพัก (เห็นว่า 1-2ปี) สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การมี cpa licenseค่ะ
ขอคร่าวๆก่อนตามนี้นะคะ หวังว่าจะพอเริ่มจับทางได้ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอาชีพอะไร จะเรียนอะไรดี บัญชีก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ เราเคยคำนวนเล่นๆ ค่าเทอมทั้งหมดที่เรียนไป ทำงานไม่ถึงปี ก็ได้ทุนคืนค่ะ เราเรียนสถาบันของรัฐ ไม่แพง และได้งานรอก่อนจบ ไม่ต้องเตะฝุ่นหางาน ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับเราค่ะ
*****ฝากนะคะ คนที่คิดแค่คิดว่า จะเรียนอะไรดี ที่เรียนง่าย จบเร็ว หางานง่าย --> there is no such thing without your effort ค่ะ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆถ้าไม่พยายามค่ะ *****
ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วมีคำถามเพิ่มถามได้ค่ะ ถามตรงนี้เลยนะคะ "งดตอบหลังบ้าน" เพราะต้องตอบคำถามคล้ายๆกันหลายรอบๆ ตอบตรงนี้ คนอื่นได้อ่านด้วย
(งดตอบคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณยัง"ไม่ได้อ่าน" - ขอบคุณค่ะ)

28/11/60

Benefit of being Auditor : ข้อดีของการเป็นผู้สอบบัญชี (CPA) > Part 4



มาต่อกันสำหรับข้อดีที่หาได้จากอาชีพ ผู้สอบบัญชี !
(จากกระทู้ pantip ที่ผมเคยตั้งไว้ แวะดู คอมเมนท์ได้ครับ > https://pantip.com/topic/35809887 )



6. รู้จักคนเยอะ ม า ก จนอาจกลายเป็น Super Connection !!



Cr. http://talknerdy2me.org/1-17



ใช่ยิ่งกว่าใช่ และก็เดาๆว่าหลายคนคงพอนึกภาพออกได้ ก็เพราะเหล่าออดิทเนี่ย นอกจากความรู้ที่ต้องมีเกี่ยวกับพวก มาตรฐานการบัญชีหรือการตรวจสอบ แล้วสิ่งที่สำคัญ ผมว่าสำคัญพอกันนะ คือการที่ ออดิทจะต้องติดต่อสื่อสารกับ คนอื่นๆ ตลอดเวลา (Interpersonal Skill) เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปตามคติประจำใจของเราชาวออดิทคือ ...ต้องเสร็จ



คนอื่นๆที่ว่า เป็นได้ทั้งลูกค้าที่เราไป "ออกจ้อบ" หรือไปตรวจสอบนั่นเอง คุณลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าสมมติคุณๆกำลังทำงานตาม ปกติ(Routine) เช่น ฉันทำรายงานจ่ายเงินทุกวัน, ฉันทำหน้าที่วางบิลทุกวัน บลาๆๆๆ แล้วอยู่ดีๆ มีชนกลุ่มน้อยที่ไหนไม่รู้ มานั่ง มาสถิตในออฟฟิตของเรา แล้วก็มาขอนู่นนี่นั่น เอกสารบ้าง, ถามเหมือนเด็กอนุบาลไม่รู้เฮียไรเลยบ้างล่ะ(มักจะเกิดขึ้นในออดิท เพิ่งจบใหม่ทั้งหลาย) หรือ แม้แต่มาขอยืมอุปกรณ์สำนักงานบ้างในออฟฟิตอันเป็นที่รักของคุณ (ก็แน่นิ ออฟฟิตคุณคือออฟฟิตของออดิท ส่วนออฟฟิตออดิทคือ..ไม่ค่อยได้อยู่หรอกเพราะอยู่ออฟฟิตคุณมากกว่า งงปะ) มิหนำซ้ำยังมาปลักปลำว่าฉันบันทึกบัญชีไม่ถูกบ้างล่ะ ระบบความคุมไม่ค่อยจะดีบ้างล่ะ อ้าาาววววน้อง !



คำถามคือ คุณรู้สึกยังไงล่ะครับ เมื่อมี สิ่ง Amazing People เหล่านี้ คลืบคลานเข้ามาอย่างไม่ระแคะระคาย รปภ ของออฟฟิตคุณเลย แถมยังหาเรื่องสารพัดสาะเพ นี่น่ะสิครับคือเหตุผลว่าทำไม ทักษะการติดต่อสื่อสารของ ออดิทผมจึงเห็นว่ามีความสำคัญขั้นแมกซิมั่ม เพราะสุดท้ายยังไงเหล่าออดิทก็ต้องได้มาซึ่ง เอกสารการตรวจสอบ ที่"น่าพอใจ" แต่กว่าจะได้มา กว่าจะเข้าถึงได้นี่เล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็นกันเลยทีเดียว ลูกค้าบางรายก็ค่อนข้างเข้าใจออดิทในจุดนี้ แต่บางรายก็นะครับ มองเรายังกะคนที่... คนที่ไรดีล่ะ คนที่ยืนขวางประตู BTS ที่สถานีสีลมตอนหกโมงเย็น โดยไม่ขยับ และกระเถิบ (พอเก็ทมั้ย ไม่รู้จะอธิบายสายตาคู่นั้นที่มองยังไงดี +.+)



การติดต่อกับคนอื่นๆยังไม่หยุดแค่นั้น มันยังรวมถึงผู้บริหารระดับสูงงง งง  งง ง ง สูงสะจนผมเกร็งในบางที (แต่ผมชอบการพูดคุยกับท่านๆมากนะครับ เพราะคนเหล่านี้มักจะมีของเด็ดที่เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา แม้จะคุยแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม) และนอกจากลูกค้าแล้ว Connection ยังรวมถึง คนในทีมออดิทกันเองด้วย ! ก็แน่นอนว่าบริษัทพวกออดิทเนี่ย จะไปมีทรัพย์สินอะไรมากมาย นอกจาก คน คน คน และ คน (เงินในแบงค์ด้วย แต่ขอพูดคนก่อน) และออดิทเราก็ต้องไปตรวจลูกค้า โดยมีวัฒนธรรมที่เราจะ Mobility โยกย้ายเปลี่ยนทีมตลอดเว ดังนั้นคุณจะได้พาญพบ เผชิญกับคนทำงานหลากหลายรูปแบบ เก่งปานเทพ, เก่งจริงอ๋อ, แต่งหน้าสวย, ใช้เบสผิดเบอร์ โอยเยอะแยะไปหมด แต่ยังไงเราก็ต้องพูด ต้องคุยกันในทีมนั้นๆ เพื่อดันให้งานตรวจสอบ สำเร็จลุล่วงกันไปในที่สุด



ผลลัพธ์จากการที่ต้องไปสำผัส ไปทัชคนในตำแหน่งต่างๆ บางทีออดิทมักจะได้คำแนะนำดีๆ ดีมากๆทั้งจากลูกค้าที่ไปตรวจ หรือคนในทีมที่เจอ เช่นคำแนะนำการทำงาน, กาารไปเรียนต่อ, การย้ายบริษัท, ความก้าวหน้าทางอาชีพ หรือการทำกับข้าวให้อร่อยต้องใส่อะไรก่อนหลัง สิ่งเหล่านี้มันกลายเป็น Connection ให้เราในเวลาถัดมาครับ ผมมีคนรู้จักหลายท่านที่ ออกจากวงการออดิทไปทำธุรจกิจเองบ้างล่ะ ไปเรียนต่อเมืองนอก รวมถึงเข้าไปพนักงานในบริษัทของลูกค้าที่ไปออกตรวจ ด้วยอิทธิพลของการแนะนำจาก คนต่างๆที่เราเจอ เพราะสิ่งที่คนเหล่านี้แนะนำมักจะเป็นสิ่งที่ เค้าผ่านมาจริงๆ เค้าเป็นผู้เล่นจริงๆไม่ใช่แสตนด์อิน ดังนั้น ประสบการณ์ที่พี่ๆเพื่อนๆแนะนำเรา มีค่ามาก มากจนบางทีผมรู้สึกว่า โหถ้าเราต้องหาประโยคหรือคำแนะนำนี้ด้วยตัวเอง ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่เนี่ย



ตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็เช่น Connection จากลูกค้าที่ไปออดิทไปทำการตรวจสอบ แล้วเค้าเข้าตาเรา เค้าก็จะแนะนำและอาจถึงขั้นดำเนินการยื่น ใบสมัครเพื่อที่จะดูดออดิท เข้ามาทำงานในบริษัท หรือผู้บริหารบางท่านถูกชะตาเรา ถูกใจในลักษณะการทำงาน ก็อาจถูกยื่นข้อเสนอให้ออดิทโดยไม่รู้ตัว หรือคนในทีมบางคน เทพมากๆสอบอะไรได้หลายๆอย่าง ก็มาแนะนำวิธีปฏิบัติ แชร์กันเพื่อให้แต่ละคนคิดๆและลองหา เคล็ดลับที่เหมาะกับตัวเองมากสุด หรือ หรือ มีพี่คนนึงได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก เพราะมีคุณลูกค้าแนะนำว่า ยูวภาษาดีนิ ลองสมัครทุนนี้สิ ทำอย่างนี้นะ 1 2 3 4 จนพี่แกไปอมริกาละครับ แล้วก็เวลาที่ออดิทไปตรวจลูกค้าที่อยู่ ต่างจังหวัด มันเหมือนเป็นจารีตเนอะ (ทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่ผิด ผมท่องมาตอน ม3) ที่ลูกค้าจะพาเราไปเลี้ยงข้าว ซักมื้อหรือมากกว่า นั่นเป็นเวลาที่เราจะรู้จักลูกค้า ได้พูดคุยในมุมอื่นๆที่นอกเหนือจากเรื่องงาน(แต่บางคนก็ยังหอบงานมาคุยนะ โถ่เอ้ย) และคุณจะได้ประสบการณ์ในการดำรงชีวิตของเขาเหล่านั้นมาเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว ก็แน่ล่ะครับคนที่จะพาออดิทไปเลี้ยงได้นี่ ก็มักเป็นเบอร์หนึ่ง หรือคนท้อปๆในฝ่ายบัญชีหรือการเงินของแต่ละบริษัท  นี่เป้นส่วนหนึ่งนะที่ผมพอนึกๆออกจาก Benefits of Connection ที่มักเกิดขึ้นตลอดเวลาการทำงานขอออดิท ขออย่างเดียวคือ ออดิทต้องมองมันให้ออกและมองๆมุมอื่นบ้าง นอกจาก.... งานตรูต้องเสร็จว้อย !