แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แสดงบทความทั้งหมด

10/5/61

นิติบุคคลประเภทต่างๆ ต้องทำงบต่างกันยังไง ?


นิติบุคคลประเภทต่างๆ ต้องทำงบต่างกันยังไง ?


.
ถ้าพูดถึงการจดจัดตั้ง นิติบุคคลแล้วนั้น หลายท่านคงพอทราบว่าเราสามารถเลือกได้หลักๆ ว่าจะเป็น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท แต่ทราบไหมครับว่านิติบุคคลที่ต่างประเภทกันนี้ ก้มีหน้าที่ที่ต้อง จัดทำงบการเงิน ที่ต่างกันไป โพสต์นี้เลยจะมาพูดเกี่ยวกับประเด็นนี้กันครับ

.
ก่อนอื่นเราต้องมาดูว่า ผู้มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตามกฏหมายบ้านเรา มีใครบ้าง.. ผู้มีหน้าที่จัดทําบัญชีที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน, บริษัทจํากัด, มหาชนจำกัด, นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้า ซึ่งประเภทหลังๆเราๆมักจะไม่ได้คุ้นชิน หรือนิยมมากนักเพราะเสมือนๆ เป็นไม้ต่อของการจดนิติบุคคลเริ่มแรกที่ เจ้าของกิจการมักจะเลือกจดกัน ดังนั้น ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัท ที่เรานิยมก็มีหน้าที่จ้องจัดทำบัญชีกันด้วย

.
พอทราบแล้วว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องทำบัญชี ..แล้วบัญชีประเภทใดที่เราต้องจัดทำกันบ้าง ผมขออนุญาตแนบตารางจาก กรมพัฒนาธุรกิจฯ ที่แสดงให้เห็นว่า รูปแบบของกิจการที่ต่างกัน ก็จะมีหน้าที่ทำงบการเงินที่ต่างกัน

.
จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีหน้าที่ จัดทำงบฯ มากที่สุดคือ บริษัทมหาชน จำกัด นั่นก็เป็นเพราะ หลายๆบริษัทมหาชน ได้อยู่ในตลาดหุ้นนั่นเองครับ หมายความว่า งบการเงินมีผู้ใช้ เช่นคนเล่นหุ้นเอามาวิเคราะห์ นายแบงค์เอามาดูเพื่อพิจรณาการปล่อยกู้ หรือแม้กระทั่งแบงค์ชาตินำมาเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลของประเทศเรา เห็นมั้ยครับว่า งบฯ มีความหมายต่อทั้งตัวกิจการเองและบุคคลภายนอกมากมายในมิติของ บริษัทมหาชน


.
ส่วนบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ที่เจ้าของกิจการมักพิจรณาเริ่มจดทะเบียนนั้น จะต้องทำหลักๆคือ งบแสดงฐานะการเงิน(งบดุล) ,งบกำไรขาดทุน(แสดง รายได้ค่าใช้จ่าย = กำไรหรือขาดทุน) เท่านั้นครับ ส่วนหมายเหตุประกอบงบการเงิน และข้อมูลเปรียบเทียบนั้น จพถูกฝังอยู่ในงบทั้ง 2 แบบข้างต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทจำกัด ต้องยื่น งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งโดยปกติแล้ว งบนี้ก็คือการนำ กำไรหรือขาดทุน (จากงบกำไรขาดทุน) มาบวกเข้าในส่วนทุนของกิจการนั่นเอง หรือพูดง่ายๆว่า งวดนี้เจ้าของรวยขึ้นเท่าไหร่ นั่นเองครับ


.
จะเห็นว่าการเป็นนิติบุคคลประเภทต่างๆ ก็มีหน้าต่างกันในการยื่นงบการเงิน และต้องจัดทำเพราะเป็นกฏหมาย ดังนั้นการหาที่ปรึกษาด้าน บัญชีภาษี หรือพนักงานบัญชีที่เหมาะสม คงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เจ้าของกิจการต้องพิจรณาด้วยนะครับ ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือนนะจ้ะ

11/7/60

ต่อยอด จาก CPA ....ผู้บังคับหลักประกัน



หลายๆท่านคงสงสัยว่า การได้รับใบประกอบวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือ CPA แล้วนั้น เราสามารถประกอบวิชาชีพอื่นหรือ ต่อยอด จากใบประกอบนี้ได้หรือไม่ ซึ่งนอกเหนือจากการสอบบัญชีแล้ว การเป็นผู้บังคับหลักประกัน ฏ้เป็นอีกหน่ึงอำนาจหน้าที่ที่ CPA สามารถเป็นได้...



ก่อนอืื่นคงต้องทำึวามรู้จักกับ ผู้บังคับหลักประกันกันก่อนว่า ตำแหน่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำหน้าที่อะไร และ เกี่ยวอะไรกับ CPA



ที่มาที่ไปของผู้บังคับหลักประกัน : 

สืบเนื่องจาก กฏหมายหลักประกันทางธุรกิจ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่กำหนดให้กิจการต้องมี ผู้บังคับหลักประกัน เพื่อตรวจสอบและประเมิน กำหนดวงเงินหลักประกัน รวมถึงการจัดแจงการจำหน่าย กิจการนั้นๆ



ซึ่งถ้าจะพูดตามภาษาเข้าใจง่าย ก็คือผู้ที่จะมายืนยันว่า กิจการที่จะทำธุรกรรมต่างๆนั้น ที่เกี่ยวข้องกับการที่ต้องมีหลักประกัน ก็ต้องมีคนกลางหรือ บคคลที่3 มายืนยันว่า เออหลักประกันนี้ถูกวัดมูลค่า เหมาะสม และรวมถึงเป็นผู้เดินเรื่อง ถ้าเกิดเหตุที่ต้องจำหน่าย หลักประกันนั้นอีกด้วย




คุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็น "ผู้บังคับหลักประกัน” ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
 1) ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ หรือผู้ประกอบวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ที่ได้รับใบอนุญาตต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 ปี

 2) ผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับหลักประกันที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับความเห็นชอบหรือขึ้นทะเบียนต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 ปี จากหน่วยงานของรัฐ สมาคม หรือตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อนุญาโตตุลาการ (ขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานศาลยุติธรรม) ผู้เชี่ยวชาญศาล (ด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน) ผู้ประเมินหลัก ผู้ประเมินหลักชั้นวุฒิ ผู้ทำแผน ผู้บริหารแผน




ดังนั้นแล้ว ที่มาที่ไปข้างต้น ก็จะพอเดาได้ว่าเกิดขึ้นจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมี รมว.พาณิชย์เป็นผู้อนุมัติ ใบประกอบผู้บังคับหลักประกันนั่นเอง




หน้าที่ของผู้บังคับหลักประกัน



อย่างที่บอกไปส่วนหนึ่งข้างต้น ถึงหน้าที่ของผู้บังคับหลักประกันคร่าวๆแล้วนั้น ... หน้าที่ตามประกาศของกรม พัฒนาธุรกิจการค้า ก็ได้บอกไว้ตามด้านล่างนี้






สรุปโดยภาพรวมก็คือ CPA เป็นหนึ่งในสาขา อาชีพที่เมื่อคุณๆ ต่อใบอนุญาตครบหรือมากกว่า 3 ปีแล้วนั้นสามารถเป็นผู้บังคับหลักประกันได้ ตามประกาศกรมพัฒ นั่นเอง



ดังนั้นใครที่ว่างๆ หรืออยากหาอาชีพเสริมเพิ่มเติมเพื่อความ น่าเชื่อถือ และไดความรู้ใหม่ๆก็สามารถสมัครเป็นผู้บังคับหลักประกันได้ เพราะไม่ต้องสอบใหม่แต่อย่างใด เพียงเข้าอบรม 2 วิชาตามกรมพัฒฯ กำหนด แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมี ข้อจำกัดเช่น ไม่เป็นผู้ล้มละลายเกี่ยวกับทุจริตมาก่อน หรือผู้เป็นข้าราชการประจำก็ไม่มีสิทธิ ถ้าสนใขสามารถหาอ่าน


และติดตามการรับสมัครได้ที่ลิงค์นี้ >> https://www.dbd.go.th/more_news.php?cid=1063&filename=index




สวัสดีครับ